ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการวัดอุณหภูมิร่างกายและการประเมินอาการไข้

ภาวะไข้ (Fever) ไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกการตอบสนองตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เมื่อเผชิญกับการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอม สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายจะสั่งการให้ร่างกายเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้น เพื่อสร้างสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรคเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม การมีไข้สูงเกินไปอาจสร้างความไม่สบายตัว ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ หรือในเด็กเล็กบางรายอาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) ได้ การเรียนรู้วิธีวัดอุณหภูมิร่างกายที่ถูกต้อง การใช้ยาอย่างเหมาะสม และการสังเกตสัญญาณเตือนอันตราย จึงเป็นทักษะทางการแพทย์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ปกครองและผู้ดูแลทุกคนในการดูแลผู้ป่วยเบื้องต้นอย่างปลอดภัย

ประเภทของเครื่องวัดอุณหภูมิและวิธีใช้งานที่ถูกต้อง

การเลือกใช้เครื่องวัดอุณหภูมิให้เหมาะสมกับช่วงวัยและการใช้งาน จะช่วยให้ได้ค่าอุณหภูมิที่แม่นยำและนำไปสู่การวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยเครื่องวัดอุณหภูมิที่นิยมใช้ในทางการแพทย์ปัจจุบันมีดังนี้

  • ปรอทวัดไข้ดิจิทัล (Digital Thermometer): เหมาะสำหรับการวัดทางปาก รักแร้ และทางทวารหนัก มีความแม่นยำสูงและปลอดภัยกว่าปรอทแก้วแบบเดิมที่บรรจุปรอทเหลว
  • ปรอทวัดไข้ทางหู (Tympanic Thermometer): ใช้รังสีอินฟราเรดวัดอุณหภูมิจากเยื่อแก้วหู สะดวกและรวดเร็ว เหมาะสำหรับเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป แต่ต้องดึงใบหูให้ช่องหูตรงก่อนสอดหัววัดเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ
  • ปรอทวัดไข้ทางหน้าผาก (Infrared Forearm/Forehead Thermometer): สะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องสัมผัสร่างกายโดยตรง เหมาะสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนได้หากมีเหงื่อออกบริเวณหน้าผาก
คำแนะนำจากคุณหมอ: ค่าอุณหภูมิปกติของร่างกายจะอยู่ระหว่าง 36.5 ถึง 37.5 องศาเซลเซียส หากวัดทางทวารหนัก ทางหู หรือทางปากแล้วได้อุณหภูมิเกิน 37.8 องศาเซลเซียส (หรือเกิน 37.5 องศาเซลเซียสสำหรับการวัดทางรักแร้) จะถือว่ามีภาวะไข้

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและการลดไข้

การรักษาอาการไข้ในเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยกลุ่มยาที่แพทย์แนะนำให้ใช้มีดังนี้

  • ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): เป็นยาหลักในการลดไข้และบรรเทาอาการปวดที่มีความปลอดภัยสูงหากใช้ในขนาดที่ถูกต้อง สามารถใช้ได้ตั้งแต่ทารกอายุ 2 เดือนขึ้นไป (ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร)
  • ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) มีฤทธิ์ลดไข้และลดการอักเสบได้ดี แต่ออกฤทธิ์แรงและมีข้อจำกัดในการใช้มาก ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ โรคไตเสื่อม หรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก

ขนาดยาและการใช้อย่างปลอดภัยตามน้ำหนักตัว

การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลในเด็กต้องอ้างอิงจากน้ำหนักตัวเป็นหลัก ไม่ใช่อายุ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา

  • ขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก: คำนวณตามน้ำหนักตัว 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้
  • ข้อควรปฏิบัติ: ห้ามให้ยาบ่อยกว่าทุก 4 ชั่วโมง และไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 5 วัน หากอาการไข้ไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและการใช้ยาเกินขนาด

การใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดหรือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะความเป็นพิษต่อตับ (Hepatotoxicity) เนื่องจากตับต้องทำหน้าที่เผาผลาญตัวยา หากได้รับยาเกินขนาดอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที สำหรับยากลุ่มไอบูโพรเฟน หากใช้ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกทางเดินอาหาร หรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตได้

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเองเด็ดขาดเมื่อมีอาการไข้จากหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ในการรักษา และการใช้พร่ำเพรื่อจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน:

  • ไข้สูงมากเกิน 39 องศาเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันโดยไม่ยอมลดลง
  • มีอาการชักเกร็ง หรือหมดสติ
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ
  • หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หรือหายใจจนหน้าอกบุ๋ม
  • มีภาวะขาดน้ำ ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยลงมากหรือสีเข้มจัด
  • มีผื่นขึ้นตามผิวหนังร่วมกับมีไข้สูง

การดูแลและการพยาบาลผู้ป่วยที่มีไข้ที่บ้าน

การดูแลผู้ป่วยไข้ที่บ้านสามารถทำควบคู่ไปกับการใช้ยาเพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น ได้แก่ การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น (Tepid Sponge) โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยขยายหลอดเลือดและระบายความร้อน การให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down