ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจธรรมชาติของไข้และการตอบสนองของร่างกาย

ไข้ไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกการป้องกันตัวตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เมื่อร่างกายเผชิญกับการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นไวรัสหรือแบคทีเรีย สมองส่วนไฮโปทาลามัสจะสั่งการให้ปรับอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวยให้เชื้อโรคเจริญเติบโต และกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม การมีไข้สูงก็สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่และผู้ป่วยเป็นอย่างมาก นำไปสู่การปฏิบัติที่คลาดเคลื่อนและความเชื่อที่ไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและทำให้อาการทรุดหนักลงได้

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อเกิดไข้

อาการไข้ในบางกลุ่มประชากรมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์เฉพาะทาง ได้แก่

  • ทารกแรกเกิดถึงอายุสามเดือน: ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ การมีไข้สูงอาจเกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • เด็กเล็กอายุหกเดือนถึงห้าปี: เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเกิดภาวะชักจากไข้สูงได้ง่าย
  • ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง: เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งไข้สูงอาจไปกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบ

สาเหตุและกลไกการเกิดไข้

การเกิดไข้ส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) หรือการติดเชื้อในทางเดินอาหาร นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการอักเสบเรื้อรัง โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือผลข้างเคียงจากการได้รับวัคซีน เชื้อโรคเหล่านี้จะกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวหลั่งสารไพโรเจน ซึ่งเป็นตัวการส่งสัญญาณไปยังสมองให้ยกระดับอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย การทำความเข้าใจกลไกนี้ช่วยให้เราทราบว่าเป้าหมายของการลดไข้ไม่ใช่การทำให้อุณหภูมิลดลงเป็นปกติทันที แต่เป็นการบรรเทาอาการไม่สบายตัวและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ความเชื่อผิดๆ ยอดฮิตเกี่ยวกับการลดไข้ที่ต้องเลิกทำ

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ความเชื่อดั้งเดิมหลายอย่างในการดูแลคนไข้ที่มีไข้สูงนั้น ขัดแย้งกับหลักการแพทย์สมัยใหม่และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การดูแลผู้ป่วยไข้สูงมักมีคำแนะนำปากต่อปากที่ปฏิบัติกันมานาน แต่ในทางการแพทย์สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลเสีย:

  • ห้ามห่มผ้าหนาหรือใส่เสื้อผ้าหลายชั้นเมื่อมีไข้หนาวสั่น: หลายคนเข้าใจว่าต้องทำให้เหงื่อออกเยอะๆ เพื่อขับไข้ แต่ในความเป็นจริง การทำเช่นนี้จะกักความร้อนไว้ภายใน ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นไปอีกและเสี่ยงต่อภาวะชัก
  • ห้ามเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์: การใช้น้ำเย็นจัดจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้ และอาจทำให้เกิดอาการหนาวสั่นรุนแรง ส่วนแอลกอฮอล์สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ทำให้เกิดพิษและอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กและวัยรุ่น: การให้ยาแอสไพรินเพื่อลดไข้ในผู้ป่วยอายุน้อยกว่าสิบแปดปีที่มีไข้จากการติดเชื้อไวรัส อาจเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นตับวายและสมองบวม
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อทานเอง: โรคไข้ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาอาการ และยังสร้างปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต

วิธีดูแลรักษาและลดไข้ที่บ้านอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

การดูแลผู้ป่วยที่มีไข้ที่บ้านสามารถทำได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ หากปฏิบัติตามแนวทางทางการแพทย์ที่ถูกต้อง ดังนี้

การให้ยาลดไข้ที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว

ยาลดไข้ที่ปลอดภัยและแนะนำเป็นอันดับแรกคือยาพาราเซตามอล (Paracetamol) โดยต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก: อยู่ที่สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีอาการไข้สูงหรือปวดศีรษะ
  • ห้ามให้ยาเกินขนาดหรือให้ถี่กว่ากำหนด เพราะอาจทำให้ตับวายเฉียบพลัน
  • ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ต้องแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่มีภาวะไข้เลือดออก โรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือปัญหาการทำงานของไต และควรอยู่ในคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

เทคนิคการเช็ดตัวลดไข้ที่ได้ผล

การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge) เป็นวิธีช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายอย่างนุ่มนวล โดยใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หน้าผาก และลำคอ โดยเช็ดสวนรูขุมขนเพื่อเปิดผิวระบายความร้อน ไม่ควรใช้ผ้าเปียกชุ่มโปะทิ้งไว้บนหน้าอกนานเกินไป

การป้องกันภาวะขาดน้ำและการเลือกรับประทานอาหาร

เมื่อมีไข้ ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านทางลมหายใจและเหงื่อมากกว่าปกติ การดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำซุปอุ่นๆ บ่อยๆ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ในส่วนของอาหารควรเลือกอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปไก่ ที่ให้พลังงานและสารอาหารครบถ้วน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

คำแนะนำจากคุณหมอ: หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย่านิ่งนอนใจเด็ดขาด ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
  • ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส และไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ หรือไข้ติดต่อกันนานเกินสามวัน
  • มีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการเพ้อ สับสน
  • มีอาการชักเกร็ง ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกหรือมีประวัติเดิม
  • หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋ม หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ
  • มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ
  • มีอาการขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ออกเลยนานเกินหกชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

เมื่อผู้ป่วยถูกนำตัวมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอดและหัวใจ หากสงสัยการติดเชื้อเฉพาะทาง แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีแยงจมูก (Rapid Antigen Test สำหรับไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 หรืออาร์เอสวี) การเจาะเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและหาเกล็ดเลือดในกรณีที่สงสัยไข้เลือดออก หรือการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ การรักษาในโรงพยาบาลจะเน้นการรักษาตามอาการ การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ และการให้ยาต้านไวรัสตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการเกิดไข้และการติดเชื้อเริ่มต้นจากสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี ได้แก่ การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ สวมหน้ากากอนามัย และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และที่สำคัญคือการรับวัคซีนป้องกันโรคตามวัย เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down