ทารกแรกเกิดตัวร้อนผิดปกติ สัญญาณอันตรายที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามมองข้าม
ทารกแรกเกิดตัวร้อนผิดปกติถือเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการประเมินและดูแลอย่างใกล้ชิดที่สุด เนื่องจากทารกในช่วงวัยนี้มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การมีไข้สูงหรืออุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าปกติอาจเป็นสัญญาณเตือนแรกของการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่รุนแรง ในฐานะกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขอเน้นย้ำว่าทารกอายุต่ำกว่าสามเดือนที่มีไข้ (อุณหภูมิทางทวารหนักตั้งแต่สามสิบแปดองศาเซลเซียสขึ้นไป) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน
สาเหตุและกลไกการเกิดไข้ในทารกแรกเกิด
ภาวะไข้ในทารกแรกเกิดเกิดจากการที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกายในสมองส่วนไฮโปทาลามัสถูกกระตุ้นจากสารพโรกีน (Pyrogens) ซึ่งหลั่งออกมาจากเม็ดเลือดขาวเมื่อร่างกายเผชิญกับการติดเชื้อหรือการอักเสบ สาเหตุหลักมักมาจากการติดเชื้อจากมารดาในระหว่างตั้งครรภ์หรือขณะคลอด การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือแม้กระทั่งการใส่เสื้อหนาจนเกินไปในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ซึ่งทำให้ร่างกายระบายความร้อนไม่ได้
ปัจจัยเสี่ยงและการแพร่กระจายของโรค
ทารกที่คลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักตัวน้อย หรือมารดามีประวัติถุงน้ำแตกก่อนคลอดนานเกินไป จะมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด นอกจากนี้ การรับเชื้อโรคจากผู้ดูแลที่มีอาการป่วย เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus) ผ่านทางการสัมผัสหรือละอองฝอย ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทารกแรกเกิดตัวร้อนผิดปกติได้เช่นกัน
อาการแสดงสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค
ในระยะเริ่มต้น ทารกอาจมีอาการเพียงแค่งอแงผิดปกติ นอนไม่หลับ ดูดนมน้อยลงกว่าเดิม หรือตัวรุ่มๆ ต่อมาเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทารกจะมีอาการหายใจเร็วกว่าปกติ ชีพจรเต้นเร็ว ผิวหนังแดงและร้อนจัด หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจเข้าสู่ระยะวิกฤตที่มีภาวะช็อกจาก2การติดเชื้อ หรือเกิดอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและชีวิตของทารก
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
- ไข้สูงมากโดยวัดอุณหภูมิทางทวารหนักได้ตั้งแต่สามสิบแปดองศาเซลเซียสขึ้นไปในทารกอายุต่ำกว่าสามเดือน
- ซึมมากปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนมหรือดื่มน้ำเลย
- หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋ม หรือมีอาการตัวเขียว
- กระหม่อมหน้าโป่งตึง หรือร้องกวนแหลมสูงผิดปกติ
- มีผื่นจุดเลือดออกตามตัว หรือภาวะขาดน้ำ เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะสีเข้มและออกน้อยกว่าปกติ
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ประเมินสัญญาณชีพ และตรวจร่างกายอย่างครอบคลุม เนื่องจากทารกแรกเกิดไม่สามารถบอกอาการได้ แพทย์จึงจำเป็นต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย การตรวจปัสสาวะ การเจาะน้ำไขสันหลังในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการเอกซเรย์ปอดเพื่อค้นหาจุดติดเชื้อ
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาทารกแรกเกิดที่มีไข้จะกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยมักจะต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ และให้ยาปฏิชีวนะแบบฉีดครอบคลุมเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุจนกว่าจะทราบผลเพาะเชื้อ
การพยาบาลและการดูแลที่บ้านเมื่อได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน
ให้ทารกสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ไม่ห่อตัวแน่นจนเกินไป เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น หมั่นป้อนนมแม่หรือนมผสมบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และสังเกตอุณหภูมิร่างกายอย่างสม่ำเสมอทุกสองถึงสี่ชั่วโมง
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ห้ามซื้อยาลดไข้ประเภทไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาแอสไพริน (Aspirin) มาให้ทารกกินเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและเป็นอันตรายถึงชีวิต สำหรับยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของทารกอย่างเคร่งครัดภายใต้คำสั่งของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น (ขนาดยาทั่วไปคือสิบถึงสิบห้ากิโลกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้) และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้ทารกกินเองโดยเด็ดขาด
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการเกิดไข้ในทารกแรกเกิดทำได้โดยการส่งเสริมให้ทารกได้รับนมแม่ ซึ่งมีสารภูมิต้านทานโรคตามธรรมชาติ ผู้ดูแลทุกคนต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ก่อนอุ้มหรือสัมผัสตัวทารก หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด และดูแลให้ทารกได้รับวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขอย่างครบถ้วน
สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล
- หมั่นสังเกตอุณหภูมิและพฤติกรรมของทารกสม่ำเสมอ
- หากทารกอายุต่ำกว่าสามเดือนมีไข้ ต้องพบแพทย์ทันทีโดยห้ามรอ
- ห้ามซื้อยาลดไข้หรือยาปฏิชีวนะให้เด็กกินเอง
- จัดสิ่งแวดล้อมให้ถ่ายเทอากาศสะดวก ไม่ห่อตัวทารกหนาเกินไป
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัด