ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการวัดอุณหภูมิร่างกายและภาพรวมของอาการไข้

การมีไข้ไม่ได้เป็นโรคในตัวของมันเอง แต่เป็นกลไกการตอบสนองตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เมื่อร่างกายเผชิญหน้ากับการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอม สมองส่วนไฮโปทาลามัสจะทำหน้าที่ปรับตั้งค่าอุณหภูมิของร่างกายให้สูงขึ้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคและกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ในทางการแพทย์ อุณหภูมิร่างกายปกติจะอยู่ระหว่างสามสิบห-กจุดห้าถึงสามสิบเจ็ดจุดห้าองศาเซลเซียส หากวัดได้สูงกว่าสามสิบเจ็ดจุดห้าองศาเซลเซียสจะถือว่ามีภาวะไข้ต่ำ และหากสูงกว่าสามองศาเซลเซียสจะถือว่าเป็นไข้สูง การวัดอุณหภูมิอย่างแม่นยำจึงเป็นหัวใจสำคัญในการประเมินความรุนแรงของโรค เพื่อให้พ่อแม่หรือผู้ดูแลสามารถตัดสินใจให้การดูแลเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

สาเหตุและกลไกการเกิดไข้ในเด็กและผู้ใหญ่

อาการไข้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อในระบบต่างๆ ของร่างกาย:

  • การติดเชื้อไวรัส: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคอาร์เอสวี ไข้เลือดออก และโรคไข้หวัดทั่วไป
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: เช่น ทอนซิลอักเสบ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือปอดอักเสบ ซึ่งมักมีความรุนแรงและต้องได้รับยาปฏิชีวนะจากแพทย์
  • ปัจจัยอื่นๆ: เช่น การได้รับวัคซีน ภาวะอักเสบเรื้อรัง หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความร้อนสูงเกินไป
คำแนะนำจากคุณหมอ: การทำความเข้าใจสาเหตุของไข้ช่วยให้เราไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป สิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการร่วมอื่นๆ ควบคู่ไปกับการวัดอุณหภูมิ เพื่อประเมินว่าควรดูแลที่บ้านหรือรีบพาไปพบแพทย์

วิธีวัดอุณหภูมิร่างกายที่ถูกต้องในแต่ละช่วงวัย

การเลือกใช้อุปกรณ์วัดอุณหภูมิให้เหมาะสมกับช่วงวัยของบุคคลถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำและน่าเชื่อถือที่สุด:

  • ทารกแรกเกิดถึงอายุสองปี: ควรใช้วัดทางทวารหนักด้วยปรอทดิจิทัล เนื่องจากเป็นวิธีที่สะท้อนอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายได้แม่นยำที่สุด หลีกเลี่ยงการวัดทางรักแร้ในทารกแรกเกิดเพราะอาจคลาดเคลื่อนได้ง่าย
  • เด็กอายุสองปีขึ้นไปและผู้ใหญ่: สามารถใช้วัดทางปาก ทางรักแร้ หรือใช้วัดทางหูด้วยเครื่องอินฟราเรดที่ได้มาตรฐาน สำหรับการวัดทางรักแร้ควรหนีบปรอทไว้อย่างน้อยห้าถึงสิบนาทีเพื่อให้ได้ค่าที่แน่นอน
  • การใช้วัดทางหน้าผาก: สะดวกและรวดเร็ว เหมาะสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น แต่หากพบว่ามีไข้ควรยืนยันด้วยการวัดซ้ำทางรักแร้หรือทวารหนัก

อาการแสดงสำคัญและระยะของอาการไข้

อาการไข้มักดำเนินไปตามระยะเวลาและตอบสนองต่อการรักษา โดยแบ่งออกเป็น:

  • ระยะไข้ขึ้น: ร่างกายจะรู้สึกหนาวสั่น ผิวหนังเย็น ชีพจรเต้นเร็ว เนื่องจากหลอดเลือดหดตัวเพื่อรักษาความร้อน
  • ระยะไข้ทรงตัว: อุณหภูมิร่างกายจะสูงคงที่ ผู้ป่วยอาจรู้สึกร้อน ตัวร้อนจัด อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัว
  • ระยะไข้ลง: ร่างกายเริ่มระบายความร้อน ผู้ป่วยจะมีเหงื่อออกมาก อุณหภูมิร่างกายค่อยๆ ลดลงสู่ภาวะปกติ

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการเหล่านี้ร่วมกับมีไข้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคอันตราย:
  • ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันเกินสามวันโดยไม่ยอมลดลง
  • มีอาการชักจากไข้ เกร็ง หรือหมดสติ
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ
  • หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หรือซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ
  • มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การดูแลผู้ป่วยที่มีไข้สามารถทำได้ทั้งการรักษาตามอาการและการดูแลพยาบาลที่บ้าน:

  • การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดบริเวณหน้าผาก ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและระบายความร้อนออกจากร่างกาย
  • การดื่มน้ำและสารเกลือแร่: เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการสูญเสียเหงื่อ
  • การพักผ่อน: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การใช้ยาเพื่อลดไข้ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด:

  • ขนาดยาพาราเซตามอล: ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ให้กินทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็ก: เด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ซึ่งส่งผลอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง: เนื่องจากการติดเชื้อส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากไวรัส การกินยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาและยังอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของไข้ทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และรับวัคซีนป้องกันโรคตามวัยอย่างครบถ้วน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันอื่นๆ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down