ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้เลือดออกในเด็ก: มหันตภัยเงียบที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้อย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค อาการแสดงในแต่ละระยะ และสัญญาณเตือนภัยอันตราย จึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิตเด็กๆ ให้ปลอดภัยจากวิกฤตการณ์นี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออกที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกีซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4) เมื่อเด็กถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด ไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มจำนวนขึ้น กลไกสำคัญของความรุนแรงในโรคนี้ไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสโดยตรง แต่เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วย ทำให้เกิดการหลั่งสารสื่ออักเสบต่างๆ ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกายมีความผิดปกติ เกิดการรั่วของพลาสมาหรือน้ำเหลืองออกจากหลอดเลือด ส่งผลให้ปริมาตรเลือดในร่างกายลดลง ความดันโลหิตตก และนำไปสู่ภาวะช็อกที่อันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ระยะเวลาและการดำเนินของโรคไข้เลือดออกในเด็ก

การดำเนินของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจแสดงอาการแตกต่างกันไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ระยะไข้สูง (Febrile Phase): เด็กจะมีไข้สูงลอย 39 ถึง 40 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 2 ถึง 7 วัน อาการไข้มักไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ทั่วไป ร่วมกับมีอาการหน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจพบจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง
  • ระยะวิกฤต (Critical Phase): เป็นระยะที่อันตรายที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึง 6 ของโรค (ตรงกับช่วงที่ไข้เริ่มลดลง) หลอดเลือดฝอยจะเริ่มรั่ว น้ำเหลืองรั่วออกนอกช่อง 3 ของร่างกาย หากรั่วมากจะทำให้เกิดภาวะช็อก เด็กจะซึมลง มือเท้าเย็น ปัสสาวะน้อยลง ความดันโลหิตต่ำลงอย่างรวดเร็ว
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): หากผู้ป่วยผ่านระยะวิกฤตมาได้ อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น น้ำที่รั่วออกไปจะถูกดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือด ปัสสาวะออกมากขึ้น ชีพจรและความดันโลหิตกลับมาเป็นปกติ ผื่นแดงและอาการคันตามฝ่ามือฝ่าเท้าอาจพบได้ในระยะนี้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ช่วงเวลาที่ไข้ลดลงในวันที่ 3 ถึง 6 ไม่ได้แปลว่าเด็กหายป่วยเสมอไป แต่เป็นช่วงวิกฤตที่ต้องเฝ้าระวังภาวะช็อกอย่างเข้มงวดที่สุด เนื่องจากอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงอาจมาพร้อมกับความดันโลหิตที่ตกและภาวะช็อกซ่อนเร้น

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

หากพบว่าบุตรหลานมีอาการเหล่านี้ในช่วงที่เป็นไข้เลือดออก ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันที

  • ไข้สูงมากติดต่อกันหลายวันแล้วอยู่ๆ อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็วร่วมกับอาการซึมลง ไม่เล่น ไม่ร่าเริง
  • ปวดท้องรุนแรงและกดเจ็บบริเวณชายโครงด้านขวา (ตับโต) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะช็อก
  • อาเจียนบ่อยมาก ทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้เลย ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • มือเท้าเย็น ชีพจรเบาและเร็ว เหงื่อออกตัวเย็น ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะสีเข้มเกิน 6 ชั่วโมง
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรง อกบุ๋ม

การวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ตรวจร่างกาย และพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ได้แก่ การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) เพื่อดูระดับเกล็ดเลือดที่ลดต่ำลงและความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการรั่วของพลาสมา นอกจากนี้ยังอาจมีการตรวจหาโปรตีนของไวรัสเดงกี (NS1 Antigen Test) เพื่อยืนยันการติดเชื้อในระยะแรกของโรค

วิธีรักษาและการดูแลเด็กที่เป็นไข้เลือดออก

การรักษาโรคไข้เลือดออกเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เนื่องจากยังไม่มีon-specific antiviral drug หรือยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจง การดูแลแบ่งออกเป็นแนวทางดังนี้

  • การให้น้ำเกลือและสารน้ำทดแทน: ในรายที่รับประทานได้น้อยหรืออยู่ในระยะวิกฤต แพทย์จะพิจารณาให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาระดับความดันโลหิตและปริมาตรเลือดในร่างกาย
  • การลดไข้ที่ถูกต้อง: ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นบ่อยๆ และใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดเท่านั้น
  • การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: วัดสัญญาณชีพและปริมาณปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอในหอผู้ป่วยเด็ก
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาดในเด็กที่เป็นไข้ เนื่องจากยาเหล่านี้จะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่ายขึ้นและกัดกระเพาะอาหาร ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในผู้ป่วยไข้เลือดออก

ข้อควรระวังและสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย

นอกเหนือจากการห้ามใช้ยาแก้ปวดลดไข้กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) และแอสไพรินแล้ว พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีแดงหรือดำ เช่น น้ำอัดลมสีแดง น้ำแดง หรือน้ำสตรอว์เบอร์รี เนื่องจากหากเด็กอาเจียนออกมา จะทำให้แพทย์แยกแยะยากว่าสีที่เห็นเกิดจากอาหารหรือเกิดจากภาวะเลือดออกทางเดินอาหาร นอกจากนี้ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเอง เพราะไข้เลือดออกเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาและอาจเกิดผลข้างเคียงได้

การป้องกันโรคไข้เลือดออกและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบบ้าน ปิดฝาภาชนะใส่น้ำให้มิดชิด กำจัดน้ำขัง และทายากันยุงสำหรับเด็ก นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้ ผู้ปกครองควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมกับช่วงอายุของบุตรหลาน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down