ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจ ทำไมตั้งครรภ์แต่ตรวจปัสสาวะไม่ขึ้น

การตรวจพบว่าตนเองตั้งครรภ์มักเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง แต่ในบางกรณี ผู้หญิงหลายคนอาจเผชิญกับสถานการณ์ที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือนว่ากำลังตั้งครรภ์ เช่น ประจำเดือนขาด คัดตึงเต้านม คลื่นไส้อาเจียน หรือรู้สึกอ่อนเพลีย แต่เมื่อลองซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะมาตรวจกลับพบว่าขึ้นเพียงขีดเดียว หรือผลเป็นลบ สถานการณ์นี้สร้างความสับสนและกังวลใจเป็นอย่างมากว่าเกิดจากความผิดปกติใดขึ้นในร่างกายหรือไม่

ในทางการแพทย์ ภาวะท้องแต่ตรวจปัสสาวะไม่ขึ้นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยทางด้านเทคนิคของชุดตรวจ ช่วงเวลาในการตรวจที่เร็วเกินไป ไปจนถึงภาวะทางสูตินรีแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น การคำนวณอายุครรภ์คลาดเคลื่อน ฮอร์โมนการตั้งครรภ์ยังต่ำเกินไป หรือที่น่ากังวลที่สุดคือสัญญาณเตือนของภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

กลไกฮอร์โมนและสาเหตุที่ทำให้ตรวจปัสสาวะไม่พบการตั้งครรภ์

การทำงานของชุดตรวจครรภ์ทางปัสสาวะอาศัยหลักการตรวจหาฮอร์โมนที่มีชื่อว่า ฮอร์โมนเอชซีจี (Human Chorionic Gonadotropin หรือ hCG) ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะถูกสร้างขึ้นโดยรกหลังจากที่ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิฝังตัวลงบนผนังมดลูกแล้ว โดยปกติระดับฮอร์โมนเอชซีจีจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ โดยจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ สองถึงสามวัน อย่างไรก็ตาม มีหลายสาเหตุที่ทำให้ระดับฮอร์โมนในปัสสาวะยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ชุดตรวจจะตรวจจับได้ ได้แก่

  • ตรวจการตั้งครรภ์เร็วเกินไป: หากตรวจปัสสาวะในช่วงไม่กี่วันแรกหลังจากปฏิสนธิ หรือก่อนวันที่ประจำเดือนควรจะมา ร่างกายอาจยังผลิตฮอร์โมนเอชซีจีออกมาในปริมาณที่น้อยมากๆ จนชุดตรวจไม่สามารถแสดงผลบวกได้
  • ความเข้มข้นของปัสสาวะเจือจาง: การดื่มน้ำในปริมาณมากก่อนการตรวจปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีความเจือจาง ส่งผลให้ความเข้มข้นของฮอร์โมนเอชซีจีลดลงต่ำกว่าระดับความไวของชุดตรวจ
  • ชุดตรวจหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ: การเก็บรักษาชุดตรวจที่ไม่ถูกวิธี โดนความร้อน ความชื้น หรือเลยวันหมดอายุ อาจทำให้สารเคมีบนแถบตรวจไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมน
  • ความผิดปกติของไข่และการฝังตัว: ในบางกรณีที่มีการปฏิสนธิแต่ไข่ไม่สามารถฝังตัวในมดลูกได้ตามปกติ หรือเกิดภาวะการตั้งครรภ์เคมี (Chemical Pregnancy) ระดับฮอร์โมนจะขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วลดลงอย่างรวดเร็ว
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากมีอาการคล้ายคนท้องอย่างชัดเจน เช่น ประจำเดือนขาด คลื่นไส้ เวียนหัว แต่ตรวจปัสสาวะไม่ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนทางนรีเวชที่อันตราย

สัญญาณเตือนอันตรายและการตั้งครรภ์นอกมดลูก

หนึ่งในสาเหตุทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดและน่ากลัวที่สุดเมื่อท้องแต่ตรวจปัสสาวะไม่ขึ้น คือ ภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิไปฝังตัวอยู่นอกโพรงมดลูก โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นที่ท่อนำไข่ (Fallopian Tube) เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ท่อนำไข่ซึ่งมีความยืดหยุ่นจำกัดจึงไม่สามารถรองรับได้ จนอาจนำไปสู่การแตกออกและเกิดภาวะตกเลือดในช่องท้องอย่างรุนแรง

ความท้าทายในการวินิจฉัยภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูกคือ ในบางครั้งระดับฮอร์โมนเอชซีจีในปัสสาวะอาจต่ำมาก หรือชุดตรวจบางยี่ห้อที่มีความไวไม่เพียงพออาจตรวจไม่พบ ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าตนเองไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดประจำเดือนธรรมดา จึงละเลยการมาพบแพทย์

อาการและสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ของการตั้งครรภ์นอกมดลูก

  • ปวดท้องน้อยเฉียบพลัน: มักมีอาการปวดรุนแรงข้างใดข้างหนึ่งของท้องน้อย (ข้างที่มีการฝังตัวผิดที่) อาการปวดอาจจี๊ดขึ้นมาอย่างฉับพลัน หรือปวดเกร็งต่อเนื่อง
  • เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ: มีเลือดออกกะปริบกะปรอย เลือดออกทางช่องคลอดที่มีสีคล้ำ หรือลักษณะเลือดไม่เหมือนประจำเดือนปกติ
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม: เกิดจากภาวะความดันโลหิตต่ำเนื่องจากการสูญเสียเลือดภายในช่องท้อง
  • ปวดร้าวที่หัวไหล่: อาการปวดร้าวบริเวณหัวไหล่หรือไหปลาร้า ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองของกระบังลมจากเลือดที่ไหลไปคั่งในช่องท้อง ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรงร่วมกับมีประวัติประจำเดือนขาด แม้ผลตรวจปัสสาวะจะเป็นลบ ให้รีบไปพบสูตินรีแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการอัลตราซาวด์และการตรวจเลือดเชิงลึกทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ที่แม่นยำ

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยตั้งครรภ์แต่ตรวจปัสสาวะไม่ขึ้น แพทย์จะมีแนวทางการวินิจฉัยที่แม่นยำและครอบคลุมกว่าชุดตรวจทั่วไป ได้แก่

  • การตรวจเลือดหาฮอร์โมนเอชซีจีเชิงปริมาณ (Quantitative Serum hCG Test): เป็นการเจาะเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ในกระแสเลือด ซึ่งมีความไวสูงมาก สามารถตรวจพบปริมาณฮอร์โมนที่น้อยมากๆ ได้ แม้ชุดตรวจทางปัสสาวะจะยังตรวจไม่พบก็ตาม
  • การอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound): เป็นเครื่องมือสำคัญในการดูว่ามีถุงตั้งครรภ์อยู่ในโพรงมดลูกหรือไม่ ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูกได้อย่างรวดเร็วก่อนที่ท่อนำไข่จะแตก
  • การติดตามอาการและเจาะเลือดซ้ำ: หากผลตรวจยังไม่ชัดเจน แพทย์อาจนัดหมายให้มาเจาะเลือดซ้ำในอีกสองถึงสามวันต่อมา เพื่อประเมินว่าระดับฮอร์โมนมีการเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติของการตั้งครรภ์หรือไม่

วิธีการรักษาและการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง

แนวทางการรักษาภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือความผิดปกติของการตั้งครรภ์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ อายุครรภ์ และสภาพร่างกายของผู้ป่วยขณะนั้น โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ดังนี้

  • การรักษาด้วยยา: หากตรวจพบภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูกตั้งแต่ระยะแรก และท่อนำไข่ยังไม่แตก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาฉีดเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ตัวอ่อน ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมกลับไปได้เองโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • การรักษาด้วยการผ่าตัด: ในกรณีที่ท่อนำไข่เริ่มมีการปริแตก หรือมีภาวะตกเลือดในช่องท้อง แพทย์จำเป็นต้องทำการผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopy) หรือผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพื่อนำเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออกและห้ามเลือด
  • การดูแลสุขภาพกายและใจหลังการรักษา: ผู้ป่วยควรพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก งดการมีเพศสัมพันธ์ตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อฟื้นฟูร่างกาย พร้อมรับคำปรึกษาทางด้านจิตใจเนื่องจากการสูญเสียการตั้งครรภ์อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจ

การป้องกันและการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัย

แม้ว่าบางสาเหตุของการตั้งครรภ์นอกมดลูกจะไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่ผู้หญิงทุกคนสามารถลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพระบบสืบพันธุ์ของตนเองได้ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

  • ตรวจสุขภาพทางนรีเวชเป็นประจำ: การตรวจภายในและอัลตราซาวด์ประจำปีช่วยคัดกรองความผิดปกติของมดลูกและท่อนำไข่
  • รักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างเร่งด่วน: การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานหรือโรคหนองในที่ปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา อาจทำให้ท่อนำไข่เกิดพังผืดและเพิ่มความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่: สารนิโคตินและสารเคมีในบุหรี่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของท่อนำไข่และการฝังตัวของตัวอ่อน
  • ปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าเมื่อวางแผนมีบุตร: สำหรับผู้ที่มีประวัติเคยตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มตั้งครรภ์ครั้งใหม่เพื่อรับคำแนะนำและการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down