ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจเรื่องประจำเดือนมาไม่ปกติกับการตรวจการตั้งครรภ์

ภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติหรือประจำเดือนมาเลท (Delayed Menstruation) เป็นหนึ่งในปัญหาทางนรีเวชที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งสร้างความวิตกกังวลใจให้กับผู้หญิงหลายคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์และมีความกังวลเรื่องการตั้งครรภ์ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการทำงานของรอบเดือน ฮอร์โมนเพศ และวิธีตรวจการตั้งครรภ์ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยคลายความกังวลและนำไปสู่การดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

ในทางการแพทย์ รอบเดือนปกติของผู้หญิงจะอยู่ที่ประมาณยี่สิบเอ็ดถึงสามสิบห้าวัน โดยนับจากวันแรกที่มีประจำเดือนของรอบเดือนนี้ ไปจนถึงวันแรกที่มีประจำเดือนของรอบเดือนถัดไป หากรอบเดือนมีความยาวเกินสามสิบห้าวัน หรือขาดหายไปติดต่อกันตั้งแต่สองรอบเดือนขึ้นไป ถือว่าเข้าข่ายภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งทางด้านฮอร์โมน ความเครียด หรือการปฏิสนธิจากการตั้งครรภ์

กลไกการเกิดประจำเดือนและความสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์

รอบเดือนของผู้หญิงถูกควบคุมด้วยระบบต่อมไร้ท่อที่เรียกว่าแกนไฮโปทาลามัส พิตูทารี และรังไข่ (Hypothalamic-Pituitary-Ovarian Axis) ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อหลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ออกมาควบคุมการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูกและการตกไข่

ในรอบเดือนปกติ รังไข่จะปล่อยไข่ออกมาในกระบวนการตกไข่ (Ovulation) ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน หากมีการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ ตัวอ่อนจะเดินทางมาฝังตัวที่ผนังมดลูก ส่งผลให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนเอชซีจี (Human Chorionic Gonadotropin หรือ hCG) ขึ้นมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการตรวจวินิจฉัยการตั้งครรภ์ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนไม่มาตามกำหนดเนื่องจากเยื่อบุโพรงมดลูกต้องคงอยู่เพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน แทนที่จะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน

สาเหตุอื่นๆ ของประจำเดือนมาไม่ปกติ นอกเหนือจากการตั้งครรภ์

สำหรับผู้ที่มีปัญหา ประจำเดือนมาไม่ปกติจะตรวจการตั้งครรภ์อย่างไรให้รู้ผลชัวร์ สิ่งแรกที่ต้องตระหนักคือ การตั้งครรภ์ไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ประจำเดือนเลท ภาวะนี้ยังสามารถเกิดจากปัจจัยทางสรีรวิทยาและพยาธิสภาพอื่นๆ ได้แก่

  • ความเครียดทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมองส่วนไฮโปทาลามัส ทำให้การหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นการตกไข่หยุดชะงัก
  • การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนักอย่างหักโหมหรือภาวะน้ำหนักเกิน
  • การออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเกินขีดจำกัดของร่างกาย (Exercise-induced Amenorrhea)
  • ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome หรือ PCOS) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางฮอร์โมนที่พบบ่อย
  • โรคของต่อมไทรอยด์ เช่น ภาวะไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปหรือมากเกินไป
  • การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนทดแทน หรือยาจิตเวชบางชนิด
  • เข้าสู่วงจรกำลังจะหมดประจำเดือน (Perimenopause) สำหรับผู้หญิงที่มีอายุเข้าช่วงเลขสี่ปลายๆ

เทคนิคคำนวณวันอันตรายและวันไข่ตกสำหรับคนรอบเดือนมาเลท

การคำนวณวันไข่ตก (Ovulation Day) และวันอันตราย (Fertile Window) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้การคำนวณมีความซับซ้อนกว่าคนที่มีรอบเดือนมาตรงทุก 28 วัน

คำแนะนำจากคุณหมอ: สำหรับคนที่มีรอบเดือนมาไม่ปกติ การใช้วิธีนับหน้า 7 หลัง 7 จะใช้ไม่ได้ผลและมีความเสี่ยงสูงที่จะคำนวณผิดพลาด เนื่องจากวันตกไข่ไม่แน่นอน วิธีที่แม่นยำกว่าคือการสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของมูกที่ปากมดลูก การใช้ชุดตรวจไข่ตก (Ovulation Predictor Kit) หรือการวัดอุณหภูมิร่างกายขณะพักผ่อน (Basal Body Temperature) ร่วมด้วย

ช่วงเวลาอันตรายที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงสุดคือช่วง 5 วันก่อนวันไข่ตกและวันไข่ตกเอง เนื่องจากอสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายผู้หญิงได้นานถึง 3-5 วัน หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้และประจำเดือนเกิดมาเลท ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการตั้งครรภ์จะมีสูงมาก

วิธีตรวจการตั้งครรภ์อย่างไรให้รู้ผลชัวร์ที่สุด

เมื่อประจำเดือนมาเลทและสงสัยว่าอาจจะตั้งครรภ์ การเลือกใช้วิธีตรวจที่ถูกต้องและถูกจังหวะเวลาจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ไม่เสียเวลาและไม่เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

1. การใช้ชุดตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะด้วยตนเอง (Pregnancy Test Strip / Cassette)

ชุดตรวจการตั้งครรภ์ทั่วไปทำงานโดยการตรวจหาฮอร์โมน hCG ในปัสสาวะ ข้อควรระวังสำคัญคือการตรวจเร็วเกินไป หากตรวจในวันที่ประจำเดือนขาดเพียง 1 วัน บางครั้งระดับฮอร์โมน hCG อาจจะยังน้อยเกินไปจนทำให้เกิดผลลบปลอม (False Negative) แม้จะตั้งครรภ์อยู่

เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตรวจ: ควรตรวจในตอนเช้าหลังตื่นนอนทันที (First Morning Urine) เนื่องจากปัสสาวะจะมีความเข้มข้นสูงสุด และหากต้องการความชัวร์ 100 เปอร์เซ็นต์ แนะนำให้รอจนกระทั่งประจำเดือนขาดหายไปอย่างน้อย 14 วัน หรือตรวจซ้ำอีกครั้งใน 3-7 วันถัดไป หากประจำเดือนยังคงไม่มา

2. การตรวจยืนยันทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล

หากตรวจด้วยชุดตรวจปัสสาวะแล้วได้ผลไม่ชัดเจน หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย การไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยแพทย์อาจพิจารณาดำเนินการดังนี้:

  • การตรวจฮอร์โมน hCG ในเลือด (Beta-hCG Blood Test): เป็นวิธีที่มีความไวสูงมาก สามารถตรวจพบการตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่ก่อนกำหนดประจำเดือนมาเสียอีก และสามารถบอกปริมาณฮอร์โมนเพื่อประเมินอายุครรภ์เบื้องต้นได้
  • การอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound): ใช้เพื่อตรวจดูการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก ยืนยันการตั้งครรภ์ที่ปกติ และตัดภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) ออกไป

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากประจำเดือนมาไม่ปกติร่วมกับอาการเหล่านี้ ห้ามรอช้าเด็ดขาด ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพราะอาจเป็นภาวะฉุกเฉินทางนรีเวช:
  • ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงเฉียบพลัน โดยเฉพาะปวดร้าวไปที่หัวไหล่ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นอกมดลูกแตก
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริบกะปรอยผิดปกติ คล้ายประจำเดือนแต่มีอาการปวดท้องร่วมด้วยอย่างรุนแรง
  • มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หรือความดันโลหิตต่ำ
  • มีไข้สูง ตกขาวมีกลิ่นเหม็นรุนแรง หรือมีหนองปน ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน

การดูแลรักษาและแนวทางปฏิบัติเมื่อประจำเดือนมาไม่ปกติ

การรักษาภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ หากเกิดจากการตั้งครรภ์ แพทย์จะให้คำแนะนำในการฝากครรภ์และการดูแลสุขภาพครรภ์ระยะเริ่มต้น แต่หากไม่ได้ตั้งครรภ์ แพทย์จะทำการรักษาตามสาเหตุ เช่น:

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลดความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • การใช้ฮอร์โมนเสริมหรือยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม เพื่อช่วยปรับรอบเดือนให้มาสม่ำเสมอและลดอาการปวดประจำเดือน
  • การรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ เช่น การรักษาภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ หรือการรักษาโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ

การป้องกันและการดูแลรักษาสุขภาพรอบเดือนในระยะยาว

การป้องกันภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติสามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้สมดุลอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงความเครียดสะสม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ออกกำลังกายแต่พอดีไม่หักโหมจนเกินไป และควรจดบันทึกวันที่มีประจำเดือนในแอปพลิเคชันหรือปฏิทินทุกเดือน เพื่อให้สามารถสังเกตความผิดปกติและประเมินรอบเดือนของตนเองได้อย่างแม่นยำ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down