ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความจริงเบื้องหลังรอยดำและแผลเป็นหลังการติดเชื้อไวรัสโรตรงูสวัด

โรคโรตรงูสวัด (Herpes Zoster) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการ reactivation หรือการกำเริบซ้ำของเชื้อไวรัส Varicella Zoster Virus (VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีุกสุกอีใสในวัยเด็ก เมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึก (Sensory Nerve Ganglia) ไปตลอดชีวิต เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ลดลงจากความเครียด อายุที่เพิ่มขึ้น โรคประจำตัว หรือภาวะทุโภชนาการ เชื้อไวรัสจะเคลื่อนตัวตามเส้นประสาทและแสดงอาการออกมาเป็นตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท พร้อมกับอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง

ปัญหาที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องเผชิญในระยะยาวหลังจากแผลตุ่มน้ำแห้งและสะเก็ดหลุดร่วงไปแล้ว คือปัญหาผิวพรรณที่สร้างความกังวลใจอย่างมาก โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า มักจะทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้ ทั้งรอยดำรอยแดงหลังการอักเสบ (Post-inflammatory Hyperpigmentation and Erythema) หรือในรายที่มีการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนร่วมด้วย อาจลุกลามจนกลายเป็นแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) หรือแผลเป็นหลุม (Atrophic Scar) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

กลไกการเกิดรอยดำและความเสียหายของผิวหนัง

กระบวนการที่ทำให้เกิดรอยดำบนใบหน้าหลังจากเป็นงูสวัดเกี่ยวข้องกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและการอักเสบอย่างรุนแรงในชั้นผิวหนัง เมื่อไวรัสทำลายเซลล์ผิวและเส้นประสาท ร่างกายจะหลั่งสารสื่อการอักเสบ (Inflammatory Mediators) ออกมาเป็นจำนวนมาก สารเหล่านี้ไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ให้ทำงานอย่างผิดปกติและผลิตเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ออกมาปริมาณมหาศาล เม็ดสีส่วนเกินเหล่านี้จะถูกส่งไปยังเซลล์ผิวหนังชั้นนอก ทำให้เกิดรอยคล้ำเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ กระบวนการอักเสบยังทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ผิวมีความไวต่อแสงแดดมากยิ่งขึ้น หากผู้ป่วยโดนแสงแดดกระตุ้นโดยไม่มีการป้องกัน รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet Radiation) จะยิ่งเร่งให้กระบวนการสร้างเม็ดสีทำงานหนักขึ้น ทำให้รอยดำฝังลึกและใช้เวลานานมากกว่าจะจางหายไปเองตามธรรมชาติ

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามแกะ เกา หรือพยายามแคะสะเก็ดแผลในระหว่างที่ผื่นงูสวัดกำลังตกสะเก็ดเด็ดขาด เพราะการกระทำดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นถาวร และเปิด ช่องให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือดจนเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้

มาตรการป้องกันเชิงรุกเพื่อลดความรุนแรงของโรคและรอยแผล

การป้องกันการเกิดรอยดำที่ได้ผลดีที่สุด คือการลดความรุนแรงและระยะเวลาในการอักเสบของโรคให้สั้นที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น หากผู้ป่วยสังเกตพบอาการเตือน เช่น อาการคันยิบๆ ปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนังบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ก่อนที่จะมีตุ่มน้ำใสขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับประทานยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น ยาอะซิโคลเวียร์ (Acyclovir), วาลาซิโคลเวียร์ (Valacyclovir) หรือแฟมซิโคลเวียร์ (Famciclovir) ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการ

การได้รับยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็วจะช่วยยับยั้งการจำลองตัวของไวรัส ลดการทำลายปลายประสาท และช่วยให้แผลตุ่มน้ำหายเร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการลดปริมาณความเสียหายของเนื้อเยื่อผิวหนัง และลดโอกาสการเกิดรอยดำหรือแผลเป็นในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

การเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายและการดูแลตนเอง

ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงคือเกราะป้องกันหลักในการควบคุมไม่ให้ไวรัสโรตรงูสวัดกำเริบ การดูแลสุขภาพร่างกายในภาพรวมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ที่มีความเสี่ยงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนทั้งห้าหมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซี วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระสูง เพื่อช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังที่สึกหรอและลดการอักเสบจากภายใน

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระดับที่พอเหมาะ และการบริหารความเครียดผ่านกิจกรรมต่างๆ ล้วนมีส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น การอดนอน ความเครียดสะสม และการสัมผัสสารเคมีรุนแรงบนใบหน้า จะช่วยลดโอกาสที่โรคจะกลับมากำเริบซ้ำได้

คำแนะนำจากคุณหมอ: ในระยะที่แผลเริ่มแห้งและตกสะเก็ดแล้ว ควรเริ่มทามอยส์เจอร์ไรที่อ่อนโยนและช่วยเสริมสร้างเกราะprotective skin barrier พร้อมทั้งทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟสูงทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้รอยดำเข้มขึ้นจากแสงแดด

วัคซีนและการตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันในระยะยาว

ปัจจุบันวงการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมากในการป้องกันโรครงูสวัดด้วยวัคซีนป้องกันโรคโรตรงูสวัด (Shingles Vaccine) ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์และแบบรีบิแนนท์ (Recombinant Zoster Vaccine) วัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันโรคและการเกิดอาการปวดปลายประสาทหลังจากเป็นงูสวัด (Post-herpetic Neuralgia) แม้ในผู้สูงอายุที่มีภูมิคุ้มกันลดลงตามวัย

แพทย์แนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เข้ารับการปรึกษาเพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรตรงูสวัดตามคำแนะนำทางการแพทย์ การได้รับวัคซีนไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค แต่ยังช่วยลดความรุนแรงของอาการหากเกิดโรคขึ้น ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมในการลดความเสี่ยงของการเกิดรอยแผลเป็นและรอยดำบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การดูแลสุขอนามัยในครอบครัวและการป้องกันการแพร่เชื้อ

แม้ว่าโรคโรตรงูสวัดจะไม่ใช่โรคที่ติดต่อจากการหายใจโดยตรง แต่ของเหลวภายในตุ่มน้ำใสของผู้ป่วยมีเชื้อไวรัสวีซีวีอยู่เป็นจำนวนมาก หากสมาชิกในครอบครัวที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือยังไม่เคยได้รับวัคซีนอีสุกอีใส มาสัมผัสโดนของเหลวจากตุ่มน้ำโดยตรง อาจติดเชื้อและพัฒนาเป็นโรคอีสุกอีใสได้

ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการแกะเกาแผล ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว และควรปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลที่สะอาดและระบายอากาศได้ดี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังบุคคลรอบข้างในครอบครัว

วิธีรักษาและฟื้นฟูผิวหลังการเกิดรอยดำ

เมื่อผ่านพ้นระยะการอักเสบเฉียบพลันและแผลหายสนิทดีแล้ว การรักษารอยดำหลังงูสวัดบนใบหน้าต้องอาศัยความอดทนและแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักผิวหนังวิทยา การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารไวท์เทนนิ่งที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสี เช่น ไนซินาไมด์ (Niacinamide), วิตามินซี (Vitamin C), อาร์บูติน (Arbutin) หรือกรดโคจิก (Kojic Acid) สามารถช่วยให้รอยดำค่อยๆ จางลงได้

ในกรณีที่รอยดำมีความฝังลึกและใช้เวลานานในการรักษา แพทย์ผิวหนังอาจพิจารณาใช้วิธีการทางการแพทย์เพิ่มเติม เช่น การทำเลเซอร์ปรับสภาพผิว (Laser Therapy) การทำเคมีบำบัดผิวด้วยกรดผลไม้ความเข้มข้นสูง (Chemical Peeling) หรือการทำทรีตเมนต์ผลักวิตามินเข้าสู่ผิว เพื่อเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวและฟื้นฟูความกระจ่างใสได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down