ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกโรคงูสวัดและการเกิดรอยดำบริเวณใบหน้า

โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการ reactivation หรือการกลับมาทำงานซ้ำของเชื้อไวรัส Varicella-Zoster Virus ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีุกสุกอีใส (Chickenpox) เมื่อบุคคลเคยเป็นอีสุกอีใสในวัยเด็ก เชื้อไวรัสนี้จะหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท (Sensory Ganglia) ของร่างกายอย่างเงียบๆ นานหลายปี เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียด อายุที่มากขึ้น การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไวรัสจะเคลื่อนตัวตามเส้นประสาทมาสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดกลุ่มตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท พร้อมอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง

เมื่อโรคงูสวัดเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า (Facial Herpes Zoster) ไม่เพียงแต่สร้างความเจ็บปวดทางกายและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางจักษุแพทย์หากลามเข้าดวงตา แต่ปัญหาใหญ่ที่สร้างความกังวลใจและกระทบต่อความมั่นใจในระยะยาวคือ รอยดำหลังการอักเสบ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation - PIH) ซึ่งเป็นกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของผิวหนัง เมื่อผิวหนังเกิดการอักเสบรุนแรง เม็ดสีเมลานิน (Melanin) จะถูกกระตุ้นให้ผลิตออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำบริเวณที่เคยเป็นตุ่มน้ำ ถึงแม้ตัวโรคจะหายขาดแล้ว แต่รอยดำเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการจางลงหากไม่มีการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคงูสวัดและลดรอยดำ

การรักษาโรคงูสวัดแบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาที่สำคัญ ได้แก่ ช่วงระยะเฉียบพลันเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสและลดความรุนแรงของโรค และช่วงระยะฟื้นฟูเพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรังและจัดการกับรอยดำบนใบหน้า การเลือกใช้ยาต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ยากลุ่มต้านไวรัส (Antiviral Medications)

การใช้ยากลุ่มต้านไวรัสมีความสำคัญสูงสุด โดยจะต้องเริ่มรับประทานภายในเจ็ดสัปดาห์แรกหรือภายในเจ็ดสัปดาห์หลังจากตุ่มน้ำใสปรากฏขึ้น (แนะนำให้เร็วที่สุดภายในเจ็ดสัปดาห์แรกคือเจ็ดสัปดาห์หรือเจ็ดสัปดาห์แรกหลังจากเกิดอาการ) ยาในกลุ่มนี้ช่วยลดระยะเวลาของการเกิดตุ่มน้ำ ลดความรุนแรงของอาการปวด และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางเส้นประสาท ยากลุ่มนี้ได้แก่:

  • อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir)
  • วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir)
  • แฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir)

ยาทาเฉพาะที่และยารักษาอาการปวดปลายประสาท

ในส่วนของการจัดการกับอาการปวดและการฟื้นฟูผิวหนัง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาบรรเทาอาการปวดปลายประสาท (Neuropathic Pain Medications) เช่น กาบาเพนทิน (Gabapentin) หรือ พรีกาลิน (Pregabalin) สำหรับการรักษารอยดำบนใบหน้า แพทย์ผิวหนังอาจแนะนำให้ใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของสารกลุ่มไวท์เทนนิ่งที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสี เช่น กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) กรดโคจิก (Kojic Acid) หรือเรตินอยด์ (Retinoids) ความเข้มข้นต่ำ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ผิวหน้าเกิดการระคายเคืองซ้ำซ้อน

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามหลักการแพทย์

การใช้ยาต้านไวรัสเพื่อรักษาโรคงูสวัดมีขนาดยาและระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ ผู้ป่วยไม่ควรปรับลดหรือเพิ่มขนาดยาเองเด็ดขาด ขนาดยามาตรฐานสำหรับผู้ใหญ่ที่มีการทำงานของไตปกติ ได้แก่:

  • อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir): ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่คือแปดร้อยมิลลิกรัม รับประทานวันละห้าครั้ง เป็นเวลาเจ็ดถึงสิบวัน
  • วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir): ขนาดยาคือหนึ่งพันมิลลิกรัม รับประทานวันละสามครั้ง เป็นเวลาเจ็ดวัน
  • แฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir): ขนาดยาคือห้าร้อยมิลลิกรัม รับประทานวันละสามครั้ง เป็นเวลาเจ็ดวัน
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรับประทานยาต้านไวรัสให้ครบตามจำนวนวันและตรงตามเวลาที่แพทย์กำหนดมีความสำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่าตุ่มน้ำจะเริ่มแห้งตกสะเก็ดแล้วก็ตาม การหยุดยาเองก่อนกำหนดอาจทำให้เชื้อไวรัสยังคงหลงเหลือและเพิ่มโอกาสเกิดอาการปวดปลายประสาทเรื้อรัง (Postherpetic Neuralgia) ซึ่งรักษาได้ยากกว่ามาก

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

เช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบันทั่วไป ยารักษาโรคงูสวัดอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ แม้ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถหายไปเองได้เมื่อหยุดยา แต่ผู้ป่วยควรสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด:

  • ผลข้างเคียงจากยาต้านไวรัส: อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ หรือมีอาการอ่อนเพลีย ในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับไต ยาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตได้ จึงต้องมีการเจาะเลือดติดตามอาการในผู้ป่วยบางราย
  • ผลข้างเคียงจากยาทารอยดำ: อาการระคายเคือง ผิวแห้ง แดง ลอก หรือมีอาการแสบร้อนบริเวณผิวหน้าที่ทายา หากมีอาการแพ้อย่างรุนแรงควรหยุดใช้ทันทีและพบแพทย์ผิวหนัง

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาดและข้อควรระวังสำคัญ

เนื่องจากบริเวณที่เกิดโรคคือใบหน้า ซึ่งเป็นจุดบอบบางและมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลเป็นถาวรและการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ป่วยจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงดังต่อไปนี้

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาทาสเตียรอยด์ (Topical Corticosteroids) มาทาบริเวณตุ่มน้ำงูสวัดด้วยตนเองเด็ดขาด การใช้สเตียรอยด์ผิดวิธีในระยะที่มีการติดเชื้อไวรัสจะทำให้ภูมิคุ้มกันบริเวณผิวหนังลดลง ส่งผลให้เชื้อไวรัสลุกลามเป็นวงกว้าง เกิดแผลลึก และทิ้งรอยแผลเป็นหรือรอยดำที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ข้อควรปฏิบัติที่เคร่งครัดอื่นๆ ได้แก่:

  • ห้ามแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่แผล เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน และเพิ่มโอกาสเกิดแผลเป็นหลุมหรือรอยดำเข้มขึ้น
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะชนิดกินหรือทาเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ เนื่องจากงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยา
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ในบริเวณที่เป็นแผล เพื่อป้องกันการระคายเคืองและการอักเสบที่รุนแรงขึ้น

การดูแลผิวหน้าและการป้องกันรอยดำระยะยาว

เมื่อโรคงูสวัดหายขาดและแผลตกสะเก็ดหลุดออกจนหมด สิ่งสำคัญคือการฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) และการป้องกันไม่ให้รอยดำเข้มขึ้นจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด เนื่องจากรังสีอุลตร้าไวโอเลตจะกระตุ้นการทำงานของเม็ดสีเมลานินทำให้รอยดำหายช้าลง

  • การทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟสูงและปกป้องได้ทั้งรังสีเอและรังสีบี (Broad-Spectrum Sunscreen) เป็นประจำทุกวัน แม้ในวันที่ไม่ได้ออกแดดจัด
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น (Moisturizer) ที่อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยให้ผิวหนังฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ วิตามินซี วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยเสริมสร้างกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังจากภายใน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down