ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจ หน้าเป็นรอยดำจากงูสวัดนานแค่ไหนถึงจะหายเอง

อาการหน้าเป็นรอยดำจากงูสวัด เป็นภาวะที่พบได้บ่อยหลังจากแผลตุ่มน้ำจากโรคติดเชื้อไวรัสนี้เริ่มแห้งและตกสะเก็ด หลายคนมักกังวลว่ารอยแผลเป็นเหล่านี้จะอยู่ถาวรหรือไม่ ความจริงแล้วรอยดำที่เกิดขึ้นตามผิวหนังหลังจากการอักเสบ หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะรอยดำหลังการอักเสบ (Post-inflammatory Hyperpigmentation) สามารถจางหายไปได้เองตามธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน โดยทั่วไปรอยดำบนใบหน้ามักใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 6 เดือน หรือในบางรายที่มีการอักเสบของผิวหนังชั้นลึก อาจกินเวลานานถึง 1 ปีจึงจะค่อยๆ จางลงจนสีผิวกลับมาใกล้เคียงกับปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลและการดูแลรักษาผิวในช่วงฟื้นตัว

กลไกการเกิดรอยดำและการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากโรคงูสวัด

โรคงูสวัดเกิดจากการ reactivation ของเชื้อไวรัส Varicella-Zoster Virus ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อเชื้อไวรัสเดินทางตามเส้นประสาทและแสดงอาการออกมาเป็นตุ่มน้ำใสบนผิวหนัง จะทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงในบริเวณนั้น ร่างกายจะตอบสนองต่อการอักเสบโดยการหลั่งสารสื่ออักเสบและกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ให้ผลิตเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ออกมาจำนวนมาก เพื่อปกป้องผิวหนังที่กำลังเสียหาย ส่งผลให้เกิดรอยคล้ำหรือรอยดำบริเวณที่เคยเป็นตุ่มน้ำหรือแผลพุพอง ซึ่งกระบวนการนี้เป็นกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของผิวหนัง แต่ความรุนแรงของรอยดำจะแปรผันตามระดับความลึกของการอักเสบ ยิ่งแผลอักเสบมากหรือมีการแกะเกาจนเกิดแผลเป็นซ้ำซ้อน รอยดำก็จะยิ่งเข้มและใช้เวลานานขึ้นในการรักษา

กลุ่มยาและการรักษาทางการแพทย์เพื่อลดเลือนรอยดำจากงูสวัด

การปล่อยให้รอยดำจางลงเองตามธรรมชาตินั้นเป็นไปได้ แต่ในปัจจุบันมีแนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่ช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวและลดเลือนเม็ดสีส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผิวหนังหรือกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยกลุ่มยาและวิธีที่นิยมใช้มีดังนี้

  • ยาทาเฉพาะที่กลุ่มไวท์เทนนิ่ง (Topical Whitening Agents): ยาที่มีส่วนผสมของสารยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase เช่น กรดโคจิก (Kojic Acid), อาร์บูติน (Arbutin), วิตามินซี (Vitamin C), และไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) ซึ่งช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินส่วนเกิน
  • กลุ่มยาอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinoids): เช่น Tretinoin หรือ Adapalene ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกให้หลุดลอกเร็วขึ้น เผยผิวใหม่ที่กระจ่างใสกว่าเดิม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังในผิวหน้าเพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • ยากลุ่ม corticosteroid ระยะสั้น: ในบางกรณีที่มีรอยแดงหลงเหลือร่วมกับรอยดำ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนๆ ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อลดการอักเสบที่ยังหลงเหลืออยู่
  • หัตถการทางการแพทย์: เช่น การทำเลเซอร์รักษาเม็ดสี (Pigment Laser) เช่น Q-switched หรือ Pico Laser รวมถึงการทำเคมีบำบัดผิวด้วยกรดผลไม้ (Chemical Peeling) ซึ่งช่วยเร่งการกำจัดเม็ดสีส่วนเกินออกอย่างรวดเร็วภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรักษารอยดำบนใบหน้าควรเริ่มทำหลังจากแผลตุ่มน้ำปิดสนิทและหายสนิทดีแล้วเท่านั้น ห้ามทายาผลัดเซลล์ผิวหรือครีมไวท์เทนนิ่งใดๆ ในขณะที่แผลยังเป็นตุ่มน้ำหรือยังตกสะเก็ดอยู่เด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนและทำให้เกิดแผลเป็นถาวรที่รุนแรงขึ้นได้

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง

การใช้ยาทาลดรอยดำหรือกลุ่มกรดผลไม้จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • การทดสอบอาการแพ้ (Patch Test): ก่อนทายาหรือครีมลดรอยดำทั่วใบหน้า ควรทดสอบการแพ้โดยการทาผลิตภัณฑ์ปริมาณเล็กน้อยบริเวณท้องแขนหรือหลังใบหูทิ้งไว้ 24 ถึง 48 ชั่วโมง เพื่อสังเกตอาการผื่นแดง คัน หรือแสบร้อน
  • ความถี่ในการใช้: สำหรับยากลุ่มวิตามินเอหรือกรดผลไม้ ควรเริ่มใช้ด้วยความถี่ต่ำ เช่น สัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้งในเวลากลางคืน ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความถี่ขึ้นเมื่อผิวเริ่มปรับสภาพได้ เพื่อลดอาการผิวแห้ง ลอก แดง หรือแสบ
  • การปกป้องผิวจากแสงแดด: เนื่องจากผิวหนังบริเวณที่เป็นรอยดำและกำลังได้รับการรักษามีความไวต่อแสงแดดสูงมาก การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และมีค่า PA+++ เป็นประจำทุกวันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นรอยดำจะเข้มขึ้นกว่าเดิมจากรังสีอัลตราไวโอเลต

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาและการรักษา

การใช้ยาทาเฉพาะที่เพื่อลดรอยดำอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ โดยเฉพาะผิวบริเวณใบหน้าที่มีความบางและบอบบาง อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ผิวแห้งตึง มีอาการแดง แสบร้อน คัน หรือมีสะเก็ดลอกเล็กน้อยในช่วงแรกของการใช้ยา หากอาการเหล่านี้มีความรุนแรงขึ้น เช่น มีผื่นนูนแดงกระจายวงกว้าง บวม หรือมีน้ำเหลืองซึม ควรหยุดใช้ยาทันทีและรีบมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการแพ้ และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ในช่วงที่ผิวหนังกำลังอ่อนแอ

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อครีมทาลดรอยดำตามอินเทอร์เน็ตที่มีส่วนผสมของสารปรอท สเตียรอยด์ความเข้มข้นสูง หรือไฮโดรควิโนนในปริมาณที่ไม่ควบคุมโดยแพทย์มาใช้เองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดภาวะผิวบางถาวร เกิดเส้นเลือดฝอยขยายตัวบนใบหน้า หรือเกิดภาวะผิวหน้าดำคล้ำถาวรจากสารปรอท (Ochronosis) ซึ่งรักษาให้หายขาดได้ยากมาก

ยาอันตรายและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษารอยดำจากงูสวัด

การดูแลผิวหน้าในช่วงที่มีรอยดำจากงูสวัด มีข้อห้ามสำคัญทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง:

  • ห้ามแกะ เกา หรือขัดถูผิวแรงๆ: การสครับผิวหน้าหรือการแกะสะเก็ดแผลจะทำให้โครงสร้างผิวหนังชั้นหนังแท้ได้รับความเสียหายซ้ำซ้อน กระตุ้นให้เกิดรอยแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) หรือหลุมสิว และทำให้รอยดำหายช้าลงไปอีก
  • ห้ามใช้ยาสเตียรอยด์ทาหน้าติดต่อกันเป็นเวลานาน: การใช้ยาสเตียรอยด์ทาแก้คันหรือลดรอยแดงนานเกินไปโดยไม่มีข้อบ่งชี้จากแพทย์ จะทำให้ผิวหน้าบางลงและติดสเตียรอยด์
  • ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์หรือน้ำหอมฉุน: ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารเคมีรุนแรงอาจทำให้ผิวหนังที่เคยอักเสบจากงูสวัดเกิดการระคายเคืองและอักเสบรุนแรงซ้ำขึ้นมาได้อีก

วิธีการป้องกันและการดูแลผิวพรรณในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เกิดรอยดำที่รุนแรงเริ่มต้นตั้งแต่การรักษาโรคงูสวัดในระยะเฉียบพลันให้หายขาดอย่างรวดเร็วด้วยยาต้านไวรัสตามที่แพทย์สั่ง การรับประทานยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงแรกของการเกิดผื่น จะช่วยลดความรุนแรงของการอักเสบของเส้นประสาทและลดการทำลายเนื้อเยื่อผิวหนัง ส่งผลให้โอกาสเกิดแผลเป็นและรอยดำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การดูแลสุขภาพร่างกายโดยรวม การพักผ่อนให้เพียงพอ และการรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีและวิตามินอีสูง จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเร่งกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังให้ฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down