ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจผิวหน้าหลังโรคงูสวัดและการเกิดรอยดำ

โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีุกสุกอีใส เชื้อนี้เมื่อหายจากโรคอีสุกอีใสแล้วจะหลบซ่อนตัวอยู่ที่ปมประสาท และเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลง เช่น ความเครียด ความเหนื่อยล้า หรืออายุที่มากขึ้น เชื้อจะตื่นตัวและเดินทางตามเส้นประสาทออกมาแสดงอาการเป็นผื่นตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและลำตัว ซึ่งมักสร้างความกังวลใจอย่างมากให้กับผู้ป่วย เนื่องจากเมื่อตุ่มน้ำแห้งและสะเก็ดหลุดร่วงลงแล้ว ผิวหนังบริเวณนั้นมักทิ้งร่องรอยความผิดปกติไว้ โดยเฉพาะรอยดำหลังการอักเสบ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation - PIH)

การเกิดรอยดำบนใบหน้าหลังเป็นงูสวัดเป็นกระบวนการตอบสนองตามธรรมชาติของผิวหนังต่อการอักเสบอย่างรุนแรง การที่ตุ่มน้ำใสและการอักเสบกระจายตัวอยู่บนชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ให้ผลิตเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพื่อปกป้องผิวจากกระบวนการอักเสบ ส่งผลให้เกิดรอยคล้ำสีน้ำตาลหรือสีดำบริเวณที่เคยเป็นแผล แม้ว่าแผลจะหายสนิทดีแล้วแต่รอยดำเหล่านี้ยังคงอยู่ และหากดูแลไม่ถูกวิธีก็อาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือเป็นปีจึงจะจางหายไป หรืออาจกลายเป็นรอยแผลเป็นถาวรได้

กลไกการเกิดรอยแผลเป็นและความผิดปกติของผิวหลังงูสวัด

เพื่อให้เข้าใจวิธีดูแลรักษาผิวหลังเป็นงูสวัดได้อย่างตรงจุด จำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไกทางสรีรวิทยาของผิวหนังที่เสียหายจากโรคนี้ ในช่วงที่โรคงูสวัดกำลังกำเริบ การอักเสบไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) เท่านั้น แต่ยังลึกลงไปถึงผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) ทำให้โครงสร้างคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินถูกทำลาย

กระบวนการรักษาแผลของร่างกายจะพยายามสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทน หากการอักเสบรุนแรงมากหรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกา ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนออกมารวดเร็วและหนาแน่นเกินไป ส่งผลให้เกิดแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) หรือในทางตรงกันข้าม หากเนื้อเยื่อถูกทำลายจนยุบตัวลงไปก็จะกลายเป็นแผลเป็นหลุม (Atrophic Scar) นอกจากนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปลายประสาทในบริเวณนั้นยังส่งผลให้ผิวหนังมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงขึ้น ผิวแห้งกร้าน และสูญเสียเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ (Skin Barrier Function) ทำให้รอยดำเข้มขึ้นได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับแสงแดด

อาการและสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวังระหว่างการเกิดโรค

ในระหว่างที่กำลังป่วยเป็นโรคงูสวัด การสังเกตอาการและการดูแลแผลในระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความรุนแรงของรอยแผลเป็นในอนาคต อาการของงูสวัดมักเริ่มต้นด้วยอาการปวดแสบปวดร้อน ยิบๆ หรือชาบริเวณผิวหนังข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย ตามด้วยผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกลุ่มภายในหนึ่งถึงสามวัน ตุ่มน้ำเหล่านี้จะแตกออกเป็นแผลและตกสะเก็ดภายในเจ็ดถึงสิบวัน

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามแกะ เกา หรือพยายามแกะสะเก็ดแผลตุ่มน้ำของงูสวัดเด็ดขาด เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่แผล เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน ทำให้แผลลึกขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงสูงสุดในการเกิดรอยแผลเป็นถาวรและรอยดำฝังลึก

สัญญาณอันตราย Red Flag Symptoms ที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคงูสวัดส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่หากเกิดบริเวณใบหน้าและดวงตา จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรก้อนรุนแรง สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันทีประกอบด้วย

  • ผื่นและตุ่มน้ำลามเข้าใกล้ดวงตา เปลือกตา หรือปลายจมูก ซึ่งอาจลุกลามเข้าสู่กระจกตาทำให้สูญเสียการมองเห็นได้
  • มีอาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง หรือสับสน ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการอักเสบของระบบประสาทส่วนกลาง
  • แผลมีหนองไหล มีกลิ่นเมี๊ยน หรือมีอาการบวมแดงร้อนลามเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • อาการปวดตามแนวเส้นประสาทรุนแรงมากจนไม่สามารถนอนหลับหรือใช้ชีวิตประจำวันได้

วิธีรักษาและดูแลผิวหน้าเพื่อลดเลือนรอยดำอย่างถูกต้อง

เมื่อแผลจากงูสวัดแห้งสนิทและตกสะเก็ดหลุดร่วงหมดแล้ว เป็นช่วงเวลาทองในการเริ่มดูแลผิวเพื่อป้องกันไม่ให้รอยดำฝังลึกและลดโอกาสเกิดแผลเป็น แนวทางการรักษาทางการแพทย์และการดูแลผิวที่บ้านมีรายละเอียดดังนี้

การใช้เวชสำอางและสารออกฤทธิ์ลดเม็ดสี

การทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินและเร่งการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน สามารถช่วยให้รอยดำจางลงได้เร็วขึ้น สารสำคัญที่มีงานวิจัยรองรับ ได้แก่

  • วิตามินซี (Vitamin C) ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสในการสร้างเม็ดสี
  • ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide หรือ Vitamin B3) ช่วยลดการขนส่งเม็ดสีมายังผิวชั้นนอกและเสริมสร้างเกราะกันผิว
  • กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) หรือกรดแลคติก (Lactic Acid) ในความเข้มข้นต่ำ ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่มีเม็ดสีส่วนเกินออกไป
  • สารสกัดจากชะเอมเทศ (Licorice Extract) และอาร์บูติน (Arbutin) ที่ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมออย่างอ่อนโยน
คำแนะนำจากคุณหมอ: ผิวหนังบริเวณที่เพิ่งหายจากงูสวัดจะมีความบอบบางและระคายเคืองง่ายกว่าปกติ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารกันเสียชนิดพาราเบน และควรทดสอบการแพ้ที่ท้องแขนก่อนทาบนใบหน้าเสมอ

หัตถการทางการแพทย์เพื่อจัดการรอยดำฝังลึกและแผลเป็น

สำหรับรอยดำที่มีความเข้มมากหรือมีลักษณะเป็นรอยแผลเป็นร่วมด้วย แพทย์ผิวหนังอาจพิจารณาใช้หัตถการทางการแพทย์ร่วมด้วยเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น การทำเคมีบำบัดผิวหน้าด้วยกรดผลไม้ความเข้มข้นสูง (Chemical Peeling) การใช้เลเซอร์รักษารอยดำและรอยแดง (Q-Switched Laser หรือ Picosecond Laser) หรือการรักษาแผลเป็นด้วยเลเซอร์กลุ่ม Fractional เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ให้ผิวเรียบเนียนขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลผิวในช่วงหลังเป็นงูสวัดมีข้อห้ามที่ต้องเคร่งครัดเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง ดังนี้

  • ห้ามขัดผิว สครับผิว หรือใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนบริเวณที่เป็นแผลเด็ดขาด เพราะจะทำให้ผิวหนังที่เพิ่งสร้างใหม่เกิดการอักเสบซ้ำซ้อน
  • ห้ามใช้ครีมทาผิวขาวที่มีส่วนผสมของสารปรอท สเตียรอยด์ หรือไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูงโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะผิวบางและผลข้างเคียงระยะยาว
  • ห้ามละเลยการทาครีมกันแดด เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้เม็ดสีเมลานินทำงานมากขึ้น ส่งผลให้รอยดำเข้มขึ้นและใช้เวลานานมากกว่าจะจางหาย

การป้องกันและการดูแลสุขภาพผิวในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคงูสวัดซ้ำและการดูแลสุขภาพผิวโดยรวมถือเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสิวและรอยแผล ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไปหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการเกิดอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังหลังเป็นงูสวัดได้ นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียด จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ให้ไวรัสกลับมากำเริบได้อีก

คำแนะนำจากคุณหมอ: การทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ (SPF) ตั้งแต่สามสิบขึ้นไปและมีค่า PA+++ ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ แม้ในวันที่Mแแดดจัดหรืออยู่ในร่ม เป็นเกราะป้องกันสำคัญที่สุดที่จะทำให้รอยดำจางหายไปได้อย่างรวดเร็วและไม่กลับมาเข้มขึ้นอีก
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down