ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แผลเป็นและรอยดำจากงูสวัดรอบดวงตาและใบหน้า: ความท้าทายที่ต้องดูแลด้วยความใส่ใจสูงสุด

โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการ reactivation หรือการกลับมาทำงานซ้ำของเชื้อไวรัส Varicella-Zoster ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีุกสุกอีใส (Chickenpox) โดยเมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ได้หายไปไหน แต่มันจะไปหลบซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาท (Sensory Nerve Ganglia) ในร่างกาย และเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อายุที่มากขึ้น หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อไวรัสจะเคลื่อนตัวตามเส้นประสาทขึ้นมาสู่ผิวหนัง ก่อให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนและตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท (Dermatome)

เมื่อโรคงูสวัดเกิดขึ้นบริเวณรอบดวงตาและใบหน้า (Herpes Zoster Ophthalmicus) นอกจากความเจ็บปวดทรมานจากโรคแล้ว สิ่งที่สร้างความกังวลใจไม่แพ้กันคือรอยแผลเป็น แผลเป็นหลุม รอยดำ รอยแดง และรอยคล้ำหลังการอักเสบ (Post-inflammatory Hyperpigmentation หรือ PIH) ซึ่งปรากฏเด่นชัดบนใบหน้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นใจ การใช้ชีวิตประจำวัน และสภาพจิตใจของผู้ป่วย การเรียนรู้วิธีการแต่งหน้าปกปิดอย่างปลอดภัย ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูผิวให้กลับมาเรียบเนียนโดยเร็ว จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้ป่วยทุกคนต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้

สาเหตุและกลไกการเกิดรอยแผลเป็นและรอยดำจากงูสวัด

การเกิดแผลเป็นและรอยดำบนใบหน้าหลังการเป็นงูสวัด มีกลไกทางพยาธิสภาพที่อธิบายได้ทางการแพทย์อย่างชัดเจน โดยเริ่มต้นจากการอักเสบอย่างรุนแรงที่ปลายประสาทและเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) เชื้อไวรัสทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดตุ่มน้ำพองใส แตกออกเป็นแผลเปิด และเกิดกระบวนการอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation) เพื่อซ่อมแซมตัวเอง

กระบวนการอักเสบบนผิวหน้านี้จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ให้ผลิตเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพื่อตอบสนองต่อการบาดเจ็บ ส่งผลให้เกิดรอยดำหรือรอยคล้ำหลังการอักเสบ (PIH) นอกจากนี้ หากการอักเสบมีความลึกมากจนทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ร่างกายจะซ่อมแซมด้วยการสร้างพังผืด ทำให้เกิดแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) หรือหากมีการทำลายเนื้อเยื่อจนยุบตัวลง ก็จะกลายเป็นแผลเป็นหลุม (Atrophic Scar) ได้เช่นกัน ยิ่งผู้ป่วยเผลอแกะเกาตุ่มน้ำหรือสะเก็ดแผลด้วยความคัน ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นถาวรและการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนมากขึ้นไปอีก

อาการและระยะของโรคที่ต้องทำความเข้าใจ

การทำความเข้าใจระยะของโรคจะช่วยให้ผู้ป่วยดูแลผิวพรรณได้อย่างถูกจังหวะและปลอดภัย โดยโรคงูสวัดรอบดวงตาและใบหน้าแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญดังนี้

  • ระยะก่อนเกิดผื่น (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน ยิบๆ ชา หรือเจ็บแปล๊บบริเวณผิวหนังใบหน้าและรอบดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง ร่วมกับมีอาการคล้ายไข้หวัด อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ โดยยังไม่มีผื่นปรากฏ ระยะนี้มักกินเวลา 1 ถึง 5 วัน
  • ระยะลุกลามและเกิดผื่น (Eruptive Phase): จะมีผื่นแดงขึ้นตามแนวเส้นประสาทอย่างชัดเจน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส (Vesicles) และตุ่มหนองในเวลาต่อมา ผื่นเหล่านี้มักสร้างความเจ็บปวดทรมานและเสี่ยงต่อการอักเสบลุกลาม
  • ระยะตกสะเก็ดและฟื้นฟูผิว (Crusting and Healing Phase): ตุ่มน้ำจะเริ่มแห้ง กลายเป็นสะเก็ด และหลุดลอกออกไปเองภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ ระยะนี้ผิวหนังจะเป็นรอยแดง รอยดำ และมีความบอบบางสูงมาก เป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังในการดูแลผิวและการแต่งหน้าปกปิดเป็นพิเศษ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: งูสวัดบริเวณรอบดวงตาและหน้าผากมีความอันตรายสูงมาก เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจลุกลามเข้าสู่กระจกตา (Cornea) ทำให้เกิดแผลที่กระจกตา ม่านตาอักเสบ ต้อหิน สูญเสียการมองเห็น หรือส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 และ 7 ทำให้ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกได้ ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากผู้ป่วยมีอาการงูสวัดขึ้นที่ใบหน้าและรอบดวงตา ควรสังเกตอาการเตือนฉุกเฉินที่ต้องรีบไปพบแพทย์หรือจักษุแพทย์โดยด่วน ดังนี้

  • มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่บริเวณปลายจมูก (Hutchinson's sign) ซึ่งบ่งบอกถึงความเสี่ยงสูงที่เชื้อไวรัสจะกระจายเข้าสู่ดวงตาโดยตรง
  • มีอาการปวดตา ตาแดง สู้แสงไม่ได้ ตามัวลง หรือมองเห็นภาพซ้อน
  • อาการปวดแสบปวดร้อนรุนแรงมากจนไม่สามารถนอนหลับหรือใช้ชีวิตประจำวันได้
  • มีไข้สูงหนาวสั่น คอแข็ง ซึมลง หรือมีอาการชัก
  • แผลมีหนองไหล มีกลิ่นเหม็น หรือบวมแดงร้อนลามเป็นวงกว้าง ซึ่งแสดงถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

วิธีรักษาทางการแพทย์เพื่อลดรอยแผลเป็นและรอยดำ

การรักษาแผลเป็นและรอยดำจากงูสวัดบนใบหน้า ต้องอาศัยแนวทางการแพทย์ที่ผสมผสานทั้งการรักษาโรคต้นเหตุและการฟื้นฟูผิวพรรณ ดังนี้

  • การใช้ยาต้านไวรัสในระยะเฉียบพลัน: การรับประทานยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famciclovir ภายใน 72 ชั่วโมงแรกที่มีอาการผื่นขึ้น จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดระยะเวลาการเกิดผื่น และลดความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นรวมถึงอาการปวดปลายประสาทเรื้อรัง (Postherpetic Neuralgia)
  • การรักษาแผลเป็นและรอยดำเมื่อแผลปิดสนิทแล้ว:
    • การใช้ยาทาเฉพาะที่ที่มีส่วนผสมของ Hydroquinone, Kojic Acid, Vitamin C, Retinoids หรือ Niacinamide เพื่อช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีและผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน
    • การใช้แผ่นเจลซิลิโคน (Silicone Gel Sheet) หรือเจลทาแผลเป็น สำหรับป้องกันและลดเลือนแผลเป็นนูน
    • หัตถการทางการแพทย์ เช่น การทำเลเซอร์ลดรอยดำ (Q-switched Laser, Picosecond Laser), การทำเลเซอร์ปรับสภาพผิวเพื่อลดหลุมแผลเป็น (Fractional Laser), การทำ Chemical Peel หรือการฉีดสารเติมเต็มในรายที่เป็นแผลเป็นหลุมลึก
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามทำเลเซอร์หรือทายารักษาฝ้า/รอยดำที่มีความเข้มข้นสูงในขณะที่แผลยังปิดไม่สนิท หรือยังมีสะเก็ดอยู่เด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบซ้ำซ้อน แผลหายช้าลง และเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำถาวรที่เข้มขึ้นกว่าเดิม

แต่งหน้าปกปิดแผลเป็นและรอยดำจากงูสวัดอย่างไรให้ปลอดภัย

สำหรับผู้ป่วยที่หายจากงูสวัดแล้วแต่ยังหลงเหลือรอยดำ รอยแดง หรือแผลเป็นบนใบหน้า การแต่งหน้าเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังสูงสุดเพื่อไม่ให้ผิวเกิดการระคายเคืองหรือติดเชื้อซ้ำซ้อน โดยมีขั้นตอนและหลักการปฏิบัติที่ปลอดภัยดังนี้

  • รอให้แผลปิดสนิทและหลุดสะเก็ดเอง 100 เปอร์เซ็นต์: กฎเหล็กข้อแรกคือ ห้ามแต่งหน้าทับบริเวณที่เป็นแผลสด แผลเปียก หรือแผลที่ยังมีสะเก็ดเด็ดขาด ผิวต้องมีความสมบูรณ์ระดับหนึ่งจึงจะเริ่มใช้เครื่องสำอางได้
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น Non-Comedogenic และ Hypoallergenic: ควรเลือกเครื่องสำอางและรองพื้นสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบน และสารกันบูด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวที่บอบบางหลังการอักเสบ
  • ใช้เทคนิค Color Correcting เพื่อลดปริมาณผลิตภัณฑ์: การใช้คอนซีลเลอร์สีเขียวเพื่อกลบรอยแดง และคอนซีลเลอร์สีพีชหรือส้มเพื่อกลบรอยดำ ก่อนลงรองพื้น จะช่วยให้สามารถปกปิดรอยตำหนิได้แนบเนียนโดยไม่ต้องโบกชั้นรองพื้นหนาจนเกินไป ซึ่งช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน
  • ใช้อุปกรณ์แต่งหน้าที่สะอาดผ่านการฆ่าเชื้อ: ควรใช้ฟองน้ำหรือแปรงแต่งหน้าที่สะอาดและนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการถูหรือขยี้แรงๆ บริเวณที่เป็นแผลเป็น แนะนำให้ใช้วิธีการแท็บหรือกดเบาๆ (Dabbing) แทน
  • การล้างเครื่องสำอางอย่างหมดจดและอ่อนโยน: ในตอนเย็นต้องทำความสะอาดผิวหน้าอย่างพิถีพิถันด้วยผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางสูตรอ่อนโยน (Micellar Water หรือ Cleansing Milk) แล้วตามด้วยเจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยน เพื่อไม่ให้มีคราบเครื่องสำอางตกค้างอุดตันในผิวที่กำลังฟื้นตัว

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคงูสวัดและการเกิดแผลเป็นซ้ำ สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม

ปัจจุบันทางการแพทย์มีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะวัคซีนชนิด recombinant zoster vaccine ซึ่งแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนนี้สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดโรครงูสวัด และลดความรุนแรงของอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อควรระวังสำคัญ: ในช่วงที่ผิวหนังกำลังฟื้นตัวจากรอยแการเป็นและรอยดำ การปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จะไปกระตุ้นเซลล์เม็ดสีทำให้รอยดำคล้ำเข้มขึ้นและหายช้าลงเป็นอย่างมาก ต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และมีค่า PA++++ ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยในการดูแลแผลเป็นและรอยดำจากงูสวัด

เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็ว นี่คือแนวทางปฏิบัติสรุปที่สำคัญ:

  • พบแพทย์ผิวหนังหรือจักษุแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการในระยะแรกเพื่อรับยาต้านไวรัส
  • ห้ามแกะ เกา หรือดึงสะเก็ดแผลเด็ดขาด เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นลึกและการติดเชื้อ
  • งดการแต่งหน้าในระยะที่เป็นแผลสดหรือมีสะเก็ด รอจนแผลปิดสนิทดีแล้วเท่านั้น
  • เลือกใช้เครื่องสำอางสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม และล้างทำความสะอาดอย่างหมดจดทุกวัน
  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันเพื่อป้องกันรอยดำเข้มขึ้นจากแสงแดด
  • ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาเสริม เช่น การใช้ยาทาเฉพาะที่หรือหัตถการเลเซอร์เมื่อแผลหายสนิท
  • พักผ่อนให้เพียงพอและพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down