ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกอาการขับถ่ายแล้วเจ็บจี๊ดและมีหนองซึม สัญญาณเตือนที่ต้องใส่ใจ

อาการขับถ่ายแล้วเจ็บจี๊ดร่วมกับมีหนองซึมหรือเลือดปน ถือเป็นสัญญาณความผิดปกติทางระบบทางเดินอาหารส่วนปลายและทวารหนักที่ผู้ป่วยไม่ควรละเลย อาการเหล่านี้มักบ่งบอกถึงภาวะการอักเสบ การติดเชื้อ หรือการเกิดแผลเรื้อรังในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะโรคฝีคัณฑปริทวาร (Anal Fistula) และโรคแผลปริที่ขอบทวารหนัก (Anal Fissure) ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบทำการรักษาอย่างถูกต้อง อาจลุกลามจนเกิดการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือดหรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รักษายากขึ้นในอนาคต

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของอาการเจ็บทวารหนักและมีหนอง

สาเหตุหลักของอาการขับถ่ายแล้วเจ็บจี๊ดร่วมกับมีหนองซึม มักมีจุดเริ่มต้นมาจากต่อมไขมันหรือต่อมเมือกบริเวณทวารหนักเกิดการอุดตัน ส่งผลให้แบคทีเรียเข้าไปสะสมและเติบโตจนเกิดเป็นหนอง (Anal Abscess) เมื่อฝีดังกล่าวแตกออกหรือมีทางทะลุออกสู่ผิวหนังรอบทวารหนัก จะกลายเป็นโรคฝีคัณฑปริทวาร (Anal Fistula) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นรูเปิดและมีหนองหรือน้ำเหลืองซึมเรื้อรัง นอกจากนี้อาการท้องผูกเรื้อรังและการขับถ่ายอุจจาระแข็งยังทำให้เยื่อบุผิวทวารหนักฉีกขาด เกิดเป็นแผลปริที่ขอบทวารหนักที่มีอาการเจ็บแปลบเหมือนมีเข็มแทงเวลาถ่ายอุจจาระ

อาการเด่นชัดและระยะลุกลามของโรค

ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ หรือระคายเคืองเล็กน้อยขณะขับถ่ายอุจจาระ ต่อมาเมื่อมีการอักเสบและติดเชื้อมากขึ้น จะเริ่มคลำพบก้อนบวมแข็งบริเวณรอบทวารหนัก มีอาการปวดตุๆ ตลอดเวลา แม้ไม่ได้ขับถ่าย และเมื่อฝีเริ่มสุกหรือปริแตก จะสังเกตเห็นหนองหรือเลือดซึมติดกางเกงใน มีกลิ่นเหม็นอับชื้น และมีอาการคันระคายเคืองผิวหนังรอบทวารหนักร่วมด้วย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที: หากมีอาการไข้สูงหนาวสั่น ปวดบวมบริเวณทวารหนักรุนแรงจนนั่งไม่ and เดินลำบาก มีหนองปนเลือดไหลออกมาจำนวนมาก หรือมีอาการหน้ามืดวิงเวียนศีรษะร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ศัลยกรรมเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะการขับถ่าย ระยะเวลาที่มีอาการ และปริมาณของหนองที่ซึมออกมา จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยการคลำและตรวจดูบริเวณทวารหนักอย่างระมัดระวัง ในบางกรณีแพทย์อาจจำเป็นต้องทำการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Proctoscopy) หรือส่งตรวจภาพถ่ายทางรังสีเพิ่มเติมเพื่อหาทางเดินของหนองในกรณีที่เป็นฝีคัณฑปริทวารที่ซับซ้อน

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและการใช้ยาอย่างปลอดภัย

การรักษาอาการขับถ่ายแล้วเจ็บจี๊ดและมีหนองซึมด้วยยามักเป็นการรักษาตามอาการและการควบคุมการติดเชื้อร่วมกับการรักษาที่ต้นเหตุ โดยมีกลุ่มยาสำคัญดังนี้

  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ใช้ในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย เพื่อลดการอักเสบและฆ่าเชื้อโรค ผู้ป่วยต้องรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์กำหนด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • ยาแก้ปวดและลดอักเสบ (Analgesics and NSAIDs): เช่น ยาพาราเซตามอลหรือยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดและลดอาการบวมบริเวณทวารหนัก
  • ยาระบายและยาทำให้อุจจาระนิ่ม (Stool Softeners): ช่วยให้ผู้ป่วยขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ลดการเสียดสีและแรงเบ่งขณะขับถ่าย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แผลฉีกขาดซ้ำ
คำแนะนำจากคุณหมอเรื่องขนาดยาและการใช้ยา: การใช้ยาปฏิชีวนะและยาระบายควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด ห้ามปรับเพิ่มลดขนาดยาเอง และในกรณีของฝีคัณฑปริทวาร ยาปฏิชีวนะเป็นเพียงการรักษาประคับประคองเพื่อลดการอักเสบชั่วคราว การรักษาให้หายขาดมักจะต้องอาศัยการผ่าตัดระบายหนองและการผ่าตัดเชื่อมปิดทางเดินหนองโดยศัลยแพทย์

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

การรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องเสีย หรือเกิดเชื้อราในช่องปากและจุดซ่อนเร้นได้ ส่วนการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ติดต่อกันนานเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตและกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนรับยา

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บและมีหนองซึม ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะแรงสูงมารับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เชื้อโรคดื้อยาและทำให้อาการรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ห้ามใช้ยาทาภายนอกที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ความเข้มข้นสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีข้อบ่งชี้จากแพทย์ เพราะอาจทำให้ผิวหนังบริเวณรอบทวารหนักบางลงและเกิดการติดเชื้อราซ้อนทับได้ง่าย

การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

  • การแช่น้ำอุ่น (Sitz Bath) วันละสามถึงสี่ครั้ง ครั้งละสิบห้าถึงยี่สิบนาที เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อหูรูด ลดการอักเสบ และช่วยให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น
  • รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช พร้อมดื่มน้ำสะอาดปริมาณมากในแต่ละวันเพื่อป้องกันอาการท้องผูก
  • รักษาความสะอาดบริเวณทวารหนักอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้กระดาษชำระที่แข็งถูแรงๆ และควรซับให้แห้งเบาๆ หลังการขับถ่าย

วิธีป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เกิดอาการเจ็บทวารหนักและหนองซึมซ้ำซ้อน ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรัง ไม่นั่งเบ่งอุจจาระเป็นเวลานานขณะเข้าห้องน้ำ หลีกเลี่ยงการนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือบนโถสุขภัณฑ์ และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย

ข้อควรระวังสำคัญสำหรับผู้ป่วย: หากอาการเจ็บปวดไม่ดีขึ้นภายในสามถึงห้าวันหลังจากดูแลตัวเองเบื้องต้น หรือมีหนองไหลออกมาไม่หยุด ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางโรคทางเดินอาหารและศัลยกรรมทวารหนักเพื่อรับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down