ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจความแตกต่างระหว่างริดสีดวงทวารกับฝี

อาการผิดปกติบริเวณทวารหนัก ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บปวด มีก้อนเนื้อโผล่ หรือมีของเหลวไหลซึม มักสร้างความกังวลใจและสร้างความอับอายให้กับผู้ป่วยจนหลีกเลี่ยงการพบแพทย์ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าอาการเหล่านี้เกิดจากโรคเดียวกันคือโรคริดสีดวงทวาร แต่ในทางการแพทย์ ความแตกต่างระหว่างริดสีดวงทวารกับฝี (โดยเฉพาะโรคฝีคัณทะสูตรหรือฝีรอบทวารหนัก) มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษา หากวินิจฉัยผิดพลาดหรือปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ความหมายและกลไกการเกิดโรคระหว่างริดสีดวงทวารกับฝี

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน จำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไกการเกิดโรคของทั้งสองภาวะนี้แยกจากกันอย่างละเอียด:

โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)

โรคริดสีดวงทวารเกิดจากการโป่งพองและการอักเสบของหลอดเลือดดำบริเวณส่วนปลายของไส้ตรงและทวารหนัก แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids) ซึ่งอยู่เหนือเส้นแบ่งทวารหนักและมักไม่มีอาการเจ็บปวดในระยะแรกนอกจากมีเลือดสดปนอุจจาระ และริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids) ซึ่งอยู่ใต้เส้นแบ่งทวารหนัก มีผิวหนังปกคลุมและมักมีอาการเจ็บปวดมากหากเกิดลิ่มเลือดอุดตัน สาเหตุหลักมักเกิดจากแรงดันในช่องท้องที่สูงขึ้นเป็นประจำ เช่น อาการท้องผูกเรื้อรัง การเบ่งอุจจาระแรงๆ การตั้งครรภ์ หรือการยกของหนัก

ฝีคัณทะสูตร (Anal Fistula) และฝีรอบทวารหนัก (Perianal Abscess)

ในขณะที่ฝีรอบทวารหนักและการเกิดฝีคัณทะสูตร มีจุดเริ่มต้นจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณต่อมผลิตเมือกที่อยู่ภายในทวารหนัก ต่อมเหล่านี้เกิดการอุดตันจนกลายเป็นหนองสะสมกลายเป็นฝี (Abscess) และเมื่อฝีดังกล่าวแตกออกหรือได้รับการระบายหนองออกไปแล้ว แต่ยังมีทางเชื่อมระหว่างท่อทางเดินของทวารหนักกับผิวหนังรอบทวารหนักเหลืออยู่ เรียกว่า ฝีคัณทะสูตร (Fistula) ซึ่งมักจะมีน้ำหนองหรือน้ำเหลืองไหลซึมเรื้อรัง มีกลิ่นเหม็น และกลับมาเป็นซ้ำๆ ต่างจากริดสีดวงทวารที่ไม่มีหนอง

อาการสำคัญและการสังเกตแยกโรค

การแยกแยะอาการระหว่างริดสีดวงทวารและฝีสามารถสังเกตได้จากลักษณะทางคลินิกดังนี้

  • โรคริดสีดวงทวาร: อาการเด่นคือ มีเลือดสดหยดขณะหรือหลังขับถ่าย มีก้อนนิ่มๆ ยื่นออกมาขณะเบ่งและอาจยุบกลับไปได้เอง (หรือต้องดันกลับในระยะท้าย) อาการเจ็บปวดจะมีก็ต่อเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่นริดสีดวงอักเสบ บวม หรือมีลิ่มเลือดอุดตัน
  • ฝีคัณทะสูตรและฝีรอบทวารหนัก: อาการเด่นคือ ปวดตุบๆ บริเวณทวารหนักอย่างต่อเนื่อง ปวดมากขึ้นเวลานั่งเดินหรือไอ มีไข้ร่วมด้วยได้หากมีการติดเชื้อลุกลาม พบก้อนบวมแดงร้อน และมีหนองหรือเลือดปนน้ำเหลืองไหลซึมเลอะกางเกงในตลอดเวลา
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามทำการบีบ เค้น หรือเจาะก้อนหนองด้วยตนเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีใช้ยา ขนาดยาที่ถูกต้อง และการรักษาทางการแพทย์

เนื่องจากกลไกการเกิดโรคมีความแตกต่างกัน แนวทางการใช้ยาจึงมีความจำเพาะเจาะจงและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การใช้ยาจึงต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาริดสีดวงทวาร

การรักษาริดสีดวงทวารในระยะเริ่มต้นเน้นการบรรเทาอาการและการปรับพฤติกรรม ร่วมกับการใช้ยา ได้แก่:

  • ยาทาภายนอกและยาเหน็บทวารหนัก (Topical Creams and Suppositories): มักมีส่วนผสมของสารลดการอักเสบ ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดอาการปวดและคัน และสารช่วยให้เนื้อเยื่อหดตัว ควรใช้ตามคำแนะนำบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด
  • ยากลุ่มที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือด (Flavonoids): เช่น ไดออสมิน (Diosmin) และเฮสเพอริดิน (Hesperidin) ช่วยลดการคั่งของเลือดในหลอดเลือดดำและลดอาการบวม ขนาดยาโดยทั่วไปมักรับประทานตามคำสั่งแพทย์หรือขนาดมาตรฐานที่ระบุในเอกสารกำกับยา
  • ยาแก้ปวดและยาระบาย: เช่น ยาระบายกลุ่มเพิ่มกากใย (Bulk-forming agents) หรือยาระบายประเภททำให้อุจจาระนิ่มลง เพื่อลดการเบ่งถ่าย

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาฝีรอบทวารหนักและฝีคัณทะสูตร

ฝีและการเกิดทางเชื่อมของฝีคัณทะสูตร ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แนวทางการรักษาหลักคือการผ่าตัดระบายหนอง (Incision and Drainage) หรือการผ่าตัดปิดทางเชื่อมของฝีคัณทะสูตร โดยการใช้ยาจะมีบทบาทเสริม ดังนี้:

  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกรณีที่มีการติดเชื้อลุกลาม มีไข้ หรือผู้ป่วยมีโรคประจำตัวที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองเด็ดขาด
  • ยาแก้ปวดลดอักเสบ: เช่น พาราเซตามอล หรือยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวดแผลผ่าตัดตามคำแนะนำของแพทย์
คำแนะนำจากคุณหมอ: การแช่น้ำอุ่น (Sitz Bath) เป็นเวลาสิบถึงสิบห้านาที วันละสองถึงสามครั้ง เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยลดการอักเสบ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูด และบรรเทาอาการปวดได้ดีทั้งในผู้ป่วยริดสีดวงทวารและผู้ป่วยหลังผ่าตัดฝี

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

การใช้ยาในการรักษาโรคทางทวารหนักอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น การใช้ยาทาเฉพาะที่ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้ผิวหนังรอบทวารหนักบางลง เกิดการระคายเคือง หรือติดเชื้อราได้ง่าย ส่วนการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสดอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยจึงควรสังเกตอาการผิดปกติและปรึกษาแพทย์หากมีผื่นแพ้หรืออาการระคายเคืองรุนแรง

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยบริเวณทวารหนัก ห้ามกระทำการดังต่อไปนี้เด็ดขาด:

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมากินเองตามร้านขายยา เนื่องจากฝีเกิดจากการอักเสบติดเชื้อที่มีหนองสะสม จำเป็นต้องได้รับการระบายหนองออกโดยแพทย์ การกินยาฆ่าเชื้ออย่างเดียวไม่สามารถรักษาฝีให้หายได้ และยังเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา
  • ห้ามใช้ยาทาที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงหรือยาพื้นบ้านมาทาบริเวณแผลเปิดหรือหัวฝี เพราะอาจทำให้เกิดแผลไหม้ การอักเสบติดเชื้อลุกลาม และเนื้อเยื่อเสียหายหนักกว่าเดิม

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด:

  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับอาการปวดบวมบริเวณทวารหนัก
  • มีอาการปวดรุนแรงมากจนไม่สามารถนั่ง เดิน หรือนอนได้ตามปกติ
  • มีเลือดออกจำนวนมากจากทวารหนัก หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะเสียเลือด
  • ก้อนเนื้อที่ยื่นออกมาไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้ และมีสีคล้ำม่วง ซึ่งอาจเกิดจากภาวะริดสีดวงขาดเลือดไปเลี้ยง

การป้องกันและการดูแลตนเองในระยะยาว

การป้องกันการเกิดทั้งริดสีดวงทวารและฝีคัณทะสูตรสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน:

  • รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่าย
  • ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน (อย่างน้อยแปดถึงสิบแก้ว)
  • หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระแรงๆ หรือนั่งเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานานขณะขับถ่าย
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้
  • รักษาสุขอนามัยบริเวณทวารหนักให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอหลังขับถ่าย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down