ขับถ่ายแล้วเจ็บจี๊ด มีหนองซึม: เช็กอาการสำคัญและแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง
อาการขับถ่ายแล้วเจ็บจี๊ดร่วมกับมีหนองซึม เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่ไม่ควรนิ่งนอนใจอย่างเด็ดขาด เนื่องจากบริเวณทวารหนักเป็นอวัยวะที่มีเส้นประสาทมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นจึงมักแสดงอาการเจ็บปวดอย่างเด่นชัด การมีหนองซึมร่วมด้วยมักบ่งบอกถึงการอักเสบติดเชื้อที่มีการสะสมของหนอง หรือภาวะแทรกซ้อนที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างเร่งด่วน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของอาการเจ็บจี๊ดและมีหนองซึม
ภาวะขับถ่ายแล้วเจ็บจี๊ดและมีหนองซึม เกิดขึ้นได้จากหลายโรคทางศัลยกรรมทวารหนัก โดยมีกลไกหลักมาจากการอักเสบ การฉีกขาด หรือการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณเยื่อบุทวารหนักและต่อมรอบทวารหนัก ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์มีดังนี้
ฝีคัณฑสูตร
ฝีคัณฑสูตร (Anal Fistula) เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการมีหนองซึมเรื้อรัง เกิดจากการอักเสบและการติดเชื้อของต่อมบริเวณทวารหนัก (Anal Glands) จนกลายเป็นหนอง (Anal Abscess) เมื่อหนองดังกล่าวแตกออกเองหรือได้รับการผ่าตัดระบายหนองออกไป แต่ยังคงเหลือท่อทางเดินเชื่อมระหว่างภายในลำไส้ตรงกับผิวหนังรอบทวารหนัก ทำให้มีน้ำหนอง น้ำเหลือง หรืออุจจาระซึมออกมาเรื้อรัง ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บจี๊ด ปวดตุบๆ บริเวณทวารหนัก โดยเฉพาะเวลาขับถ่าย นั่ง หรือเดิน
แผลปริขอบทวารหนัก
แผลปริขอบทวารหนัก (Anal Fissure) เกิดจากการฉีกขาดของเยื่อบุผิวทวารหนัก มักมีสาเหตุจากการขับถ่ายอุจจาระแข็ง ท้องผูกเรื้อรัง หรือการเบ่งอุจจาระแรงๆ อาการเด่นชัดคือเจ็บจี๊ดเหมือนมีมีดบาดเวลากับถ่าย และมีเลือดสดติดมากับอุจจาระ แม้ในระยะแรกอาจไม่มีหนอง แต่หากแผลมีความเรื้อรังและเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ก็อาจทำให้มีหนองซึมร่วมด้วยได้
ริดสีดวงทวารชนิดมีภาวะแทรกซ้อน
ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เกิดจากการบวมโป่งพองของหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนัก ในกรณีที่ริดสีดวงมีขนาดใหญ่และเกิดการอุดตันของหลอดเลือดจนเนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง (Thrombosed Hemorrhoids) จะทำให้เกิดอาการปวดเจ็บอย่างรุนแรง และหากหัวริดสีดวงเกิดการเน่าตายหรือติดเชื้อ ก็จะมีหนองซึมและมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย
อาการแสดงสำคัญและการดำเนินโรค
การสังเกตอาการตนเองอย่างละเอียดช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ โดยอาการจะแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
- ระยะเริ่มแรก: รู้สึกเจ็บจี๊ดหรือระคายเคืองเล็กน้อยขณะขับถ่าย บางครั้งคลำพังก้อนนูนบริเวณปากทวารหนัก เริ่มมีอาการคันหรือเปียกชื้นบริเวณกางเกงชั้นใน
- ระยะลุกลาม: อาการเจ็บจี๊ดรุนแรงขึ้น ปวดต่อเนื่องแม้ไม่ได้ขับถ่าย นั่งลำบาก เริ่มสังเกตเห็นคราบหนองปนเลือดหรือน้ำเหลืองซึมติดกางเกงใน มีกลิ่นเหม็นอับ และอาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วยเนื่องจากการติดเชื้อ
- ระยะเรื้อรัง: มีหนองซึมออกมาชonเนื่อง รูเปิดของฝีอาจปิดและเปิดสลับกันไปมา ทำให้เกิดการอักเสบซ้ำซาก บริเวณรอบทวารหนักบวมแดงแข็ง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวันอย่างมาก
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
หากมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที
- มีไข้สูงหนาวสั่น ซึ่งบ่งบอกว่าการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด
- อาการปวดทวารหนักทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถนั่งหรือเดินได้
- มีอาการบวม แดง ร้อน ลามไปยังบริเวณก้นกบหรือแก้มก้นทั้งสองข้าง
- มีเลือดออกจำนวนมากทางทวารหนักร่วมกับหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยผ่านขั้นตอนที่เป็นระบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด
- การซักประวัติ: สอบถามลักษณะการขับถ่าย ระยะเวลาที่มีอาการ และปริมาณหนองหรือเลือดที่ซึม
- การตรวจร่างกาย: แพทย์จะทำการตรวจภายนอกทวารหนัก และการใช้นิ้วสอดตรวจทางทวารหนัก (Digital Rectal Examination) เพื่อประเมินความตึงตัวของกล้ามเนื้อและหาก้อนเนื้อหรือความเจ็บปวด
- การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Anoscopy or Sigmoidoscopy): เพื่อดูรอยโรคภายในทวารหนักได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
- การตรวจทาง imaging เพิ่มเติม: ในกรณีที่เป็นฝีคัณฑสูตรซับซ้อน แพทย์อาจพิจารณาทำอัลตราซาวนด์ผ่านทางทวารหนัก (Endoanal Ultrasound) หรือการตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูแนวท่อของฝีที่ชัดเจน
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาอาการขับถ่ายแล้วเจ็บจี๊ดและมีหนองซึมขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค
การรักษาด้วยยา
แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เพื่อควบคุมการติดเชื้อร่วมกับการใช้ยาแก้ปวด และยาระบายเพื่อให้อุจจาระนิ่มลง ลดการบาดเจ็บขณะขับถ่าย อย่างไรก็ตาม การใช้ยาเพียบลำพังไม่สามารถรักษาโรคฝีคัณฑสูตรให้หายขาดได้ จำเป็นต้องอาศัยการรักษาทางศัลยกรรมร่วมด้วย
การรักษาทางศัลยกรรม
สำหรับการเกิดฝีหรือฝีคัณฑสูตร แนวทางมาตรฐานคือการผ่าตัดระบายหนองออก (Incision and Drainage) และการผ่าตัดเพื่อปิดกั้นท่อทางเดินของฝีคัณฑสูตร (Fistulotomy หรือ Fistulectomy) เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
การดูแลแผลและการปฏิบัติตัวที่บ้าน
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยไม่1ได้คำปรึกษาจากแพทย์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ
- หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระแรงๆ หรือนั่งนานเกินไปบนโถส้วม
- งดการรับประทานอาหารรสจัด อาหารหมักดอง หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคืองขณะขับถ่าย
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพลำไส้ระยะยาว
การป้องกันสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อป้องกันภาวะท้องผูกและท้องเสียเรื้อรัง
- รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่สี เพื่อทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่าย
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน อย่างน้อย 8 ถึง 10 แก้ว
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้
- หลีกเลี่ยงการกลั้นอุจจาระเป็นประจำ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วย
- สังเกตลักษณะของหนอง เลือด และอาการเจ็บปวดทุกครั้งหลังขับถ่าย
- รักษาความสะอาดบริเวณทวารหนักอยู่เสมอ และซับให้แห้งเบาๆ หลังขับถ่าย
- หมั่นแช่น้ำอุ่นเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบเบื้องต้น
- รีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง ป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง