ทำความเข้าใจโรคบริเวณทวารหนัก
อาการผิดปกติบริเวณทวารหนัก ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บ ปวด บวม หรือมีก้อนโผล่ออกมา มักสร้างความกังวลใจและสร้างความอับอายให้กับผู้ป่วยจนหลีกเลี่ยงการพบแพทย์ หลายคนมักเหมาวมว่าอาการเหล่านี้เกิดจากโรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) ทั้งหมด แต่ในทางการแพทย์ยังมีอีกหนึ่งโรคที่มีอาการใกล้เคียงกันมากแต่มีสาเหตุและการรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ ฝีคัณทะสูตร (Anal Fistula) การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ความแตกต่างระหว่างริดสีดวงทวารกับฝี จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสังเกตอาการเบื้องต้นได้อย่างแม่นยำ และนำไปสู่การรักษาที่รวดเร็วและตรงจุดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
โรคทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันตั้งแต่ต้นกำเนิดของโรคและกระบวนการเกิดความผิดปกติในร่างกาย ซึ่งแพทย์สามารถแยกแยะได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด
โรคริดสีดวงทวาร
เกิดจากการขยายตัวและการโป่งพองของหลอดเลือดดำบริเวณปลายลำไส้ตรงและทวารหนัก ปัจจัยกระตุ้นหลักมักมาจากแรงดันในช่องท้องที่สูงขึ้นเป็นประจำ เช่น อาการท้องผูกเรื้อรัง การเบ่งอุจจาระอย่างรุนแรง การนั่งอุจจาระเป็นเวลานาน ภาวะตั้งครรภ์ หรือความเสื่อมตามวัยที่ทำให้เนื้อเยื่อพยุงหลอดเลือดหย่อนยานลง ริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็นชนิดภายในและชนิดภายนอก ซึ่งมีความรุนแรงและอาการแสดงที่แตกต่างกัน
ฝีคัณทะสูตร
เริ่มต้นจากการอักเสบและการติดเชื้อแบคทีเรียของต่อมผลิตเมือกที่อยู่ภายในทวารหนัก เมื่อต่อมดังกล่าวเกิดการอุดตัน จะทำให้เกิดหนองสะสมกลายเป็น ฝีหนองรอบทวารหนัก (Anorectal Abscess) หากฝีนี้แตกออกหรือได้รับการระบายหนองออกไปแล้ว แต่ยังคงมีทางเชื่อมหลงเหลืออยู่ระหว่างผิวหนังรอบทวารหนักกับโพรงหนองภายในลำไส้ จะเรียกว่า ฝีคัณทะสูตร ซึ่งมักจะมีหนองหรือน้ำเหลืองไหลซึมเรื้อรังไม่หายขาด
อาการแสดงสำคัญของโรคทั้งสองชนิด
แม้ว่าอาการปวดและมีก้อนนูนบริเวณทวารหนักจะเป็นอาการร่วมที่พบได้ทั้งสองโรค แต่ลักษณะของอาการและความเจ็บปวดจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
อาการของโรคริดสีดวงทวาร
- มีเลือดออกสดๆ สีแดงปนมากับอุจจาระ หรือหยดลงในโถส้วมขณะเบ่งถ่าย โดยที่ไม่มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วยในระยะแรก
- มีก้อนนุ่มหรือติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักขณะขับถ่าย ซึ่งอาจยุบกลับเองได้หรือต้องใช้มือดันกลับในระยะที่รุนแรงขึ้น
- มีอาการคัน ระคายเคือง หรือมีเมือกเหนียวๆ บริเวณรอบทวารหนัก
- หากเป็นริดสีดวงทวารชนิดภายนอก หรือเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จะมีอาการปวดรุนแรงและคลำพบก้อนแข็งสีม่วงคล้ำอย่างกะทันหัน
อาการของฝีคัณทะสูตร
- มีอาการปวดหน่วง ปวดตุบๆ บริหารทวารหนักตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลานั่ง เดิน หรือไอจาม
- พบก้อนบวมแดงร้อน และอาจมีหัวฝีที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
- มีหนอง หรือน้ำเหลืองปนเลือดไหลซึมออกมาเรื้อรัง ทำให้เปื้อนกางเกงชั้นในและมีกลิ่นเหม็น
- อาจมีอาการไข้หนาวสั่นร่วมด้วย ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรงหรือมีการอักเสบลุกลาม
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการผิดปกติบริเวณทวารหนัก แพทย์จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่ละเอียดเพื่อแยกแยะระหว่างโรคริดสีดวงทวารกับฝีคัณทะสูตร ดังนี้
- การซักประวัติอย่างละเอียด เกี่ยวกับลักษณะของอุจจาระ ระยะเวลาที่มีอาการ และประวัติการขับถ่าย
- การตรวจร่างกายภายนอก เพื่อดูร่องรอยของการอักเสบ บวม แดง รูเปิดของฝี หรือลักษณะของติ่งเนื้อริดสีดวง
- การใช้นิ้วสอดตรวจทางทวารหนัก (Digital Rectal Examination) เพื่อประเมินความดันกล้ามเนื้อหูรูดและคลำหาความผิดภายใน
- การใช้เครื่องมือส่องตรวจลำไส้ตรง (Anoscopy) เพื่อมองเห็นริดสีดวงภายในหรือตำแหน่งที่มีการอักเสบได้อย่างชัดเจน
- ในกรณีที่เป็นฝีซับซ้อน แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีอัลตราซาวนด์หรือการตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพิ่มเติมเพื่อหาทางเดินของฝี
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาโรคทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากโรคริดสีดวงทวารเน้นการปรับพฤติกรรมและการใช้ยาร่วมกับการผ่าตัดในรายที่เป็นมาก ขณะที่ฝีคัณทะสูตรจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดระบายหนองและการผ่าตัดปิดทางเชื่อมเสมอ
การรักษาริดสีดวงทวาร
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: เน้นการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละแปดถึงสิบแก้ว และไม่เบ่งอุจจาระรุนแรง
- การใช้ยา: แพทย์อาจให้ยารักษาอาการอักเสบ ยาระบาย ยาทาเฉพาะที่ หรือยาเหน็บทวารเพื่อลดอาการบวมและปวด
- หัตถการและการผ่าตัด: เช่น การฉีดยา การรัดยางริดสีดวง หรือการผ่าตัดริดสีดวงทวารในกรณีที่หลุดยื่นออกมาถาวร
การรักษาฝีคัณทะสูตร
- การผ่าตัดระบายหนอง: เป็นการรักษาขั้นแรกที่จำเป็นต้องทำทันทีหากพบก้อนฝีหนอง เพื่อป้องกันการกระจายตัวของการติดเชื้อ
- การผ่าตัดแก้ไขทางเชื่อม (Fistulotomy): เป็นการผ่าตัดเปิดทางเดินของฝีออกทั้งหมดเพื่อให้แผลหายจากข้างในสู่ข้างนอก
- การใช้ยาปฏิชีวนะ: แพทย์จะพิจารณาให้ร่วมด้วยในกรณีที่มีการติดเชื้อลุกลามหรือผู้ป่วยมีโรคประจำตัวที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการประเมินและรักษาอย่างทันท่วงที
- มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับอาการปวดบวมบริเวณทวารหนักอย่างรุนแรง
- มีเลือดออกทางทวารหนักปริมาณมากจนหน้ามืด เวียนศีรษะ หรือเป็นลม
- ก้อนที่โผล่ออกมามีสีคล้ำ ดำ และปวดบวมมากจนไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้
- มีหนองหรือน้ำเหลืองไหลออกมากผิดปกติและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง
วิธีการป้องกันและการดูแลสุขภาพระยะยาว
การป้องกันการเกิดโรคทั้งริดสีดวงทวารและฝีคัณทะสูตรสามารถทำได้โดยการดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ หลีกเลี่ยงภาวะท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรัง ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ และไม่ควรนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือบนโถส้วมเป็นเวลานานเกินไปเพราะจะทำให้เส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักคั่งเลือดและเกิดความผิดปกติได้ง่าย