ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความกลัวของเด็กเมื่อพ่อแม่ทะเลาะกัน

เหตุการณ์ความขัดแย้งและการมีปากเสียงกันรุนแรงภายในครอบครัวถือเป็นวิกฤตทางอารมณ์ครั้งใหญ่สำหรับเด็ก สมองของเด็กในวัยกำลังพัฒนาโดยเฉพาะส่วนอะมิกดะลา (Amygdala) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความกลัว จะทำงานอย่างหนักเมื่อเด็กรับรู้ถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด การทะเลาะกันของพ่อแม่เปรียบเสมือนภัยพิบัติทางธรรมชาติในโลกใบเล็กของเด็ก ทำให้เกิดอาการร้องไห้ตัวสั่น ใจสั่น หายใจเร็ว และอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพจิต พัฒนาการทางสมอง และความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็กในอนาคต

กลไกทางจิตวิทยาและผลกระทบต่อระบบประสาทของเด็ก

เมื่อเด็กต้องเผชิญกับสถานการณ์พ่อแม่ทะเลาะกัน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาในปริมาณมาก เช่น คอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) เข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานเกินพิกัด เด็กจะแสดงออกผ่านปฏิกิริยาการสู้หรือหนี (Fight-or-Flight Response) แต่เนื่องจากเด็กยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงแสดงออกมาในรูปแบบของการร้องไห้ฟูมฟาย ตัวสั่น ตัวแข็ง หรือในบางรายอาจเกิดภาวะถดถอยทางพฤติกรรม เช่น กลับมาปัสสาวะรดที่นอน ดูดนิ้ว หรือหวาดกลัวการแยกจาก

สัญญาณอันตรายทางจิตใจที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

หากเด็กผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวบ่อยครั้ง หรือแสดงอาการผิดปกติที่รุนแรง พ่อแม่ต้องสังเกตสัญญาณเตือนทางจิตใจ (Red Flag Symptoms) ที่บ่งบอกว่าเด็กเริ่มมีภาวะบอบช้ำทางจิตใจอย่างรุนแรง (Psychological Trauma) ได้แก่

  • อาการหวาดผวา สะดุ้งตกใจง่ายผิดปกติแม้กระทั่งกับเสียงเบาๆ
  • ภาวะถดถอยทางพัฒนาการ เช่น พูดน้อยลง ลืมทักษะที่เคยทำได้แล้ว
  • ปัญหาการนอนหลับ เช่น ฝันร้ายหวาดผวา สะดุ้งตื่นร้องไห้กลางดึก
  • อาการทางกายที่ไม่มีสาเหตุแน่ชัด เช่น ปวดท้อง ปวดหัว อาเจียน ก่อนหรือหลังเจอเหตุการณ์ความเครียด
  • ภาวะซึมเศร้า เก็บตัว ไม่ยอมเล่น หรือสูญเสียความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ

วิธีปฐมพยาบาลทางจิตใจเด็กเร่งด่วนทันทีหลังเหตุการณ์สงบ

เมื่อการทะเลาะกันสิ้นสุดลง สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการเข้าไปดูแลเยียวยาจิตใจของเด็กทันทีโดยใช้หลักการปฐมพยาบาลทางจิตใจ (Psychological First Aid) ดังนี้

  • พาเด็กออกจากพื้นที่เกิดเหตุ: อุ้มหรือพาเด็กไปยังสถานที่สงบและปลอดภัย เพื่อตัดขาดจากสิ่งกระตุ้นความเครียดเดิม
  • ทำให้ร่างกายสงบลง (Grounding): กอดเด็กด้วยความมั่นคง ลูบหลังเบาๆ เพื่อส่งผ่านความปลอดภัยทางกายภาพ ช่วยให้ระดับฮอร์โมนความเครียดลดลง
  • ควบคุมน้ำเสียงและภาษากาย: ผู้ปกครองต้องพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเองให้ได้ก่อนพูดคุยกับลูก เพราะเด็กมีความไวต่อการรับรู้พลังงานทางอารมณ์สูงมาก
  • รับฟังโดยไม่ตัดสิน: เปิดโอกาสให้เด็กได้ระบายความรู้สึก ความกลัว หรือความโกรธออกมาโดยไม่ห้ามไม่ให้ร้องไห้
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงเวลาที่เด็กกำลังร้องไห้ตัวสั่น สมองส่วนเหตุผลจะปิดการทำงานชั่วคราว การพยายามอธิบายเหตุผลหรือสั่งสอนในช่วงเวลานี้ไม่ได้ผล สิ่งเดียวที่เด็กต้องการคือความรู้สึกปลอดภัยทางกายและใจผ่านการโอบกอดที่อบอุ่นและการยืนยันว่าเขายังคงเป็นที่รัก

ประโยคสำคัญที่ควรพูดกับลูกทันทีเพื่อเยียวยาจิตใจ

คำพูดที่พ่อแม่เลือกใช้ในช่วงเวลานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของเด็ก ควรเน้นคำพูดที่แสดงความรับผิดชอบของผู้ใหญ่และยืนยันความรักความปลอดภัยของครอบครัว เช่น

  • พ่อกับแม่ขอโทษนะลูกที่เสียงดังใส่กันเมื่อสักครู่ มันไม่ใช่ความผิดของลูกเลย และลูกไม่ต้องกังวลนะ
  • พ่อกับแม่รักลูกมากที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ลูกจะปลอดภัยและได้รับการดูแลเสมอ
  • ถ้าลูกรู้สึกกลัวหรือเสียใจ ลูกสามารถร้องไห้หรือบอกพ่อแม่ได้เลยนะ พ่อแม่จะอยู่ตรงนี้คอยกอดลูกเอง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามพูดโยนความผิดให้เด็กเด็ดขาด เช่น ลูกร้องไห้เสียงดังทำให้พ่อแม่เครียด หรือห้ามพูดโกหกบิดเบือนความจริงว่าไม่ได้ทะเลาะกัน ทั้งที่เด็กเห็นและได้ยินชัดเจน เพราะจะทำให้เด็กสูญเสียความไว้วางใจและเกิดความสับสนในความเป็นจริง

วิธีดูแลระยะยาวและการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

การเยียวยาจิตใจเด็กไม่ได้จบลงแค่การปลอบโยนในวันนั้น แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวของคนในครอบครัว เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตทางจิตใจของเด็ก

  • ยุติการใช้ความรุนแรงต่อหน้าเด็ก: หากมีความขัดแย้ง ควรตกลงกันว่าจะหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงรุนแรงต่อหน้าบุตรหลาน
  • หากCounselling หรือพบจิตแพทย์เด็ก: หากเด็กมีอาการหวาดผวาเรื้อรัง นอนไม่หลับ หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ควรพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กเพื่อรับการบำบัดที่ถูกต้อง
  • สร้างบรรยากาศเชิงบวกในบ้าน: ส่งเสริมการสื่อสารด้วยเหตุผลและความเข้าใจ รับฟังกันและกัน เพื่อให้เด็กเรียนรู้รูปแบบความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down