ความดันโลหิตสูงวิกฤต อาการเตือนภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต
ความดันโลหิตสูง (Hypertension) เปรียบเสมือนฆาตกรเงียบที่คอยคุกคามสุขภาพของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เมื่อภาวะความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเกิดอาการมึนงงและหน้ามืด ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่าภาวะความดันโลหิตสูงฉุกเฉิน (Hypertensive Crisis) ถือเป็นสถานการณ์วิกฤตที่ต้องได้รับการประเมินและดูแลรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หลอดเลือดสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือหัวใจวายเฉียบพลัน
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการมึนงงและหน้ามืดจากความดันโลหิตสูง
เมื่อค่าความดันโลหิตตัวบน (Systolic) สูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบมิลลิเมตรปรอท และหรือค่าความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic) สูงกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบบิลลิเมตรปรอท หลอดเลือดทั่วร่างกายจะเกิดการหดตัวอย่างรุนแรง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญลดลงอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมึนงง เวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ตาพร่ามัว ปวดศีรษะรุนแรง แน่นหน้าอก และหายใจลำบาก ปัจจัยกระตุ้นมักเกิดจากการขาดยาความดันโลหิตสูง ความเครียดสะสม การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงจัด การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
ผู้ป่วยที่มีอาการความดันโลหิตสูงร่วมกับอาการทางระบบประสาทจำเป็นต้องได้รับการนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน สัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึงภาวะอันตรายสูงสุด ได้แก่
- อาการมึนงงและหน้ามืดรุนแรงจนไม่สามารถทรงตัวได้
- ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
- แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือหน้าเบี้ยวเฉียบพลัน
- มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่กรามหรือแขน
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
วิธีรักษาและกลุ่มยาที่ใช้ในการควบคุมความดันโลหิตสูง
การรักษาภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤตแพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียด หากมีภาวะแทรกซ้อนทางอวัยวะเป้าหมาย จำเป็นต้องได้รับยาฉีดลดความดันในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมึนงงจากความดันสูงแต่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แพทย์จะพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มขนาดยาชนิดรับประทาน โดยกลุ่มยาหลักที่ใช้รักษา ได้แก่ ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) ยาลดการทำงานของระบบประสาทซิมพาเทติก ยาขยายหลอดเลือด และยาในกลุ่มที่ยบเอนไซม์แอนiotensin-converting enzyme (ACE inhibitors)
ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัย
การใช้ยาลดความดันโลหิตต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามปรับเพิ่มหรือลดขนาดยาเองเด็ดขาด ผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอในเวลาเดียวกันทุกวัน การลืมรับประทานยาแล้วมารับประทานเบิ้ลโดสในมื้อถัดไปอาจทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็วเกินไปจนเกิดอาการหน้ามืดเป็นลมได้ หากมีอาการผิดปกติจากการใช้ยา เช่น ไอแห้งเรื้อรังจากกลุ่มยา ACE inhibitors หรืออาการบวมที่ข้อเท้าจากกลุ่มยา Calcium channel blockers ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนกลุ่มยาที่เหมาะสมกว่า
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาลดความดันโลหิต
ยาทุกชนิดย่อมมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้ป่วยควรสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ อาการวิงเวียนศีรษะเมื่อเปลี่ยนท่าทางจากท่านั่งหรือท่านอนเป็นยืน ซึ่งเกิดจากความดันโลหิตที่ลดต่ำลงชั่วคราว อาการอ่อนเพลีย ใจสั่น หรือการเกิดเกลือแร่ในร่างกายผิดสมดุลจากการใช้ยาขับปัสสาวะ หากพบอาการผิดเหล่านี้ควรแจ้งแพทย์ผู้รักษาทันทีเพื่อประเมินความเหมาะสมของขนาดยา
ยาอันตรายและพฤติกรรมที่ห้ามทำเด็ดขาด
ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมและยาบางประเภทที่อาจทำให้อาการแย่ลงอย่างรุนแรง สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด ได้แก่ การซื้อยาลดความดันโลหิตมารับประทานเองตามคำแนะนำของผู้อื่น การใช้ยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ติดต่อกันเป็นเวลานานเนื่องจากจะไปต้านฤทธิ์ยาลดความดันและทำให้ไตทำงานหนัก การรับประทานอาหารรสเค็มจัดและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อการควบคุมความดันโลหิตระยะยาว
นอกจากการใช้ยาแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความรุนแรงและป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤตซ้ำ ผู้ป่วยควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็วหรือว่ายน้ำ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง อาหารไขมันอิ่มตัวสูง และงดการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด