ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

มึนงงจากความดันโลหิตสูง อาการเตือนภัยที่ห้ามมองข้าม

อาการมึนงง เวียนศีรษะ หรือรู้สึกโคลงเคลง เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนทางร่างกายที่พบได้บ่อย แต่เมื่ออาการเหล่านี้เกิดขึ้นร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับผู้ป่วยและคนรอบข้างเป็นอย่างมาก ความดันโลหิตสูงเปรียบเสมือนภัยเงียบที่คอยทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกายอย่างช้าๆ เมื่อความดันในหลอดเลือดแดงสูงเกินกว่าเกณฑ์ปกติอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบไหลเวียนโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และอวัยวะสำคัญอื่นๆ การทำความเข้าใจว่าอาการมึนงงจากความดันสูงอันตรายไหม พร้อมทั้งเรียนรู้แนวทางการใช้ยา ขนาดยาที่ถูกต้อง และข้อควรระวังทางการแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจถึงแก่ชีวิตได้

ในทางการแพทย์ ภาวะความดันโลหิตสูงถูกนิยามเมื่อค่าความดันโลหิตตัวบน (Systolic) ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป หรือค่าความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic) ตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเผชิญกับปัญหานี้ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ผู้ที่รับประทานอาหารรสเค็มจัด ขาดการออกกำลังกาย และผู้ที่มีความเครียดสะสมเป็นประจำ

กลไกและสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูงส่งผลให้เกิดอาการมึนงง

อาการมึนงงที่เกิดขึ้นในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่มีกลไกทางสรีรวิทยาและพยาธิสภาพที่อธิบายได้ชัดเจน หลอดเลือดสมองมีกลไกในการปรับตัวเพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองในปริมาณที่คงที่ (Cerebral Autoregulation) แม้ว่าความดันโลหิตในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่เมื่อความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง กลไกการปรับตัวนี้อาจทำงานไม่ทัน ส่งผลให้แรงดันเลือดที่ไปกระตุ้นเนื้อเยื่อสมองและหลอดเลือดฝอยในหูชั้นในมีความผิดปกติ

นอกจากนี้ ภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังยังทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายเกิดการตีบตัน แข็งตัว และสูญเสียความยืดหยุ่น (Atherosclerosis) ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองและระบบทรงตัวบริเวณหูชั้นในลดลงชั่วคราว หรือในกรณีที่ความดันสูงพุ่งสูงอย่างกะทันหันจนเข้าสู่ภาวะวิกฤต (Hypertensive Crisis) อาจทำให้เกิดอาการบวมของเนื้อเยื่อสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการมึนงง ปวดศีรษะรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบตันได้ในที่สุด

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าอาการมึนงงทั่วไปอาจเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือการเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกินไป แต่หากอาการมึนงงนั้นเกิดร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง และมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด

  • อาการปวดศีรษะรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ร่วมกับคลื่นไส้อาเจียนพุ่ง
  • ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นชั่วคราว
  • แขนขาอ่อนแรงชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือลิ้นแข็ง
  • มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย ใจสั่น หรือรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น
  • ซึมสับสน สูญเสียการทรงตัวอย่างรุนแรง หรือหมดสติ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากวัดความดันโลหิตได้สูงกว่า 180 และ/หรือ 120 มิลลิเมตรปรอท ร่วมกับมีอาการเตือนอันตรายข้างต้น ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องโทรเรียกบริการการแพทย์ฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อป้องกันความเสียหายถาวรต่อสมองและหัวใจ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการมึนงงจากความดันโลหิตสูง แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยประกอบด้วย

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ระยะเวลาของอาการ ลักษณะอาการมึนงง ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่รับประทานเป็นประจำ ประวัติโรคประจำตัวและประวัติครอบครัว
  • การตรวจร่างกายทั่วไปและการวัดความดันโลหิตซ้ำ: เพื่อยืนยันระดับความดันโลหิต และตรวจประเมินระบบประสาท ระบบการทรงตัว และระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด การทำงานของไต และเกลือแร่ในร่างกาย เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงร่วม
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - ECG): เพื่อประเมินขนาดของห้องหัวใจและการทำงานของไฟฟ้าหัวใจ
  • การตรวจพิเศษเพิ่มเติม: เช่น การเอกซเรย์ปอด การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหัวใจ (Echocardiogram) หรือการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) ในรายที่มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาความดันโลหิตสูงและแนวทางการใช้ที่ถูกต้อง

เป้าหมายหลักของการรักษาคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดภาระการทำงานของหัวใจและป้องกันอันตรายต่อหลอดเลือด แพทย์จะพิจารณาจ่ายกลุ่มยาหลักในการรักษาความดันโลหิตสูง โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของโรคประจำตัวและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย

กลุ่มยาหลักในการรักษาความดันโลหิตสูง

  • ยากลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium Channel Blockers - CCBs): เช่น Amlodipine ช่วยขยายหลอดเลือดและลดแรงต้านทานในหลอดเลือด
  • ยากลุ่มเอซีอีอินฮิบิเตอร์ (ACE Inhibitors) และเออาร์บี (ARBs): เช่น Enalapril, Losartan, Valsartan ช่วยยับยั้งฮอร์โมนที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตหรือเบาหวาน
  • ยากลุ่มขับปัสสาวะ (Diuretics): เช่น Hydrochlorothiazide ช่วยลดปริมาณของเหลวและเกลือโซเดียมในร่างกาย
  • ยากลุ่มเบตาบล็อกเกอร์ (Beta Blockers): เช่น Atenolol, Metoprolol ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและแรงบีบตัวของหัวใจ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การใช้ยาลดความดันโลหิตต้องอยู่ภายใต้คำสั่งและการดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามปรับเพิ่มลดขนาดยาหรือหยุดยาเองเด็ดขาด แม้ว่าอาการมึนงงจะหายไปแล้วก็ตาม เพราะโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องควบคุมอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนระยะยาว

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาลดความดันโลหิต

ผู้ป่วยที่เริ่มรับประทานยาลดความดันโลหิตใหม่อาจพบผลข้างเคียงบางประการ เนื่องจากร่างกายต้องใช้เวลาในการปรับตัวต่อระดับความดันที่ลดลง ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • อาการเวียนศีรษะหรือมึนงงเล็กน้อยเมื่อเปลี่ยนท่าทาง (Orthostatic Hypotension) โดยเฉพาะเวลานลุกขึ้นยืนกะทันหัน
  • อาการบวมบริเวณข้อเท้าและเท้า มักพบได้จากการใช้ยากลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์
  • อาการไอแห้งๆ เรื้อรัง ซึ่งมักพบได้ในยากลุ่มเอซีอีอินฮิบิเตอร์ หากมีอาการไอมากควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนกลุ่มยา
  • รู้สึกอ่อนเพลีย ใจสั่น หรือชีพจรเต้นช้ากว่าปกติในบางรายที่ใช้ยากลุ่มเบตาบล็อกเกอร์

หากผลข้างเคียงเหล่านี้มีความรุนแรง รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือไม่ดีขึ้นภายในสองสัปดาห์ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษา ไม่ควรหยุดยาเองโดยเด็ดขาด

ยาอันตรายและข้อห้ามสำคัญที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ในผู้ที่มีอาการมึนงงจากความดันโลหิตสูง มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญมากเกี่ยวกับยาและสารบางประเภทที่ห้ามซื้อรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลงหรือเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

  • ยากลุ่มแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): เช่น Ibuprofen, Diclofenac, Naproxen ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารพรอสตาแกลินในไต ทำให้ร่างกายกักเก็บเกลือและน้ำ ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้น และลดประสิทธิภาพของยาลดความดันโลหิตลงอย่างมาก
  • ยาลดน้ำูก ยาแก้หวัดสูตรผสมที่มีสารกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก: เช่น Pseudoephedrine สารเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัวและหัวใจเต้นเร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างอันตราย
  • ยาลดความดันโลหิตของผู้อื่น: การนำยาของคนในครอบครัวหรือคนรู้จักมารับประทานเอง เพราะคิดว่าตัวยาคล้ายกัน อาจทำให้ได้รับขนาดยาที่สูงเกินไปจนเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำฉับพลัน สมองขาดเลือด และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
  • สมุนไพรและอาหารเสริมที่อ้างว่าช่วยลดความดันโดยไม่มีงานวิจัยรองรับ: สมุนไพรบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาลดความดันโลหิต ทำให้ฤทธิ์ของยาเสริมกันจนความดันต่ำเกินไป หรือตับและไตทำงานหนัก

การดูแลตนเองและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อควบคุมความดันโลหิตระยะยาว

นอกเหนือจากการใช้ยาตามแพทย์สั่งแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ความดันโลหิตกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้อย่างยั่งยืน

  • การควบคุมอาหาร: ลดการบริโภคเกลือโซเดียม (ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด อาหารหมักดอง อาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป เน้นรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และปลา
  • การออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 4 ถึง 5 ครั้ง
  • การควบคุมน้ำหนักตัว: รักษาดัชนีมวลกาย (BMI) ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (18.5 ถึง 22.9 กิโลกรัมต่อเมตรยกกำลังสองสำหรับคนเอเชีย) เพื่อลดภาระการทำงานของหัวใจ
  • การจัดการความเครียดและการนอนหลับ: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน ฝึกเทคนิคการผ่อนคลายความเครียด เช่น การฝึกหายใจลึกๆ หรือการทำสมาธิ
  • การงดสูบบุหรี่และจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: นิโคตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัวและดันความดันให้สูงขึ้นทันทีหลังสูบ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและการควบคุมความดันโลหิตที่มีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตามแนวทางสรุปดังนี้

  • วัดความดันโลหิตที่บ้านเป็นประจำทุกวันอย่างถูกวิธีในเวลาเดียวกัน บันทึกค่าความดันลงในสมุดบันทึกเพื่อนำไปให้แพทย์ดูทุกครั้งที่นัดหมาย
  • รับประทานยาลดความดันโลหิตตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามลืมทานยา ห้ามเพิ่มลดขนาดยา และห้ามหยุดยาเอง
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาแก้หวัดที่มีสารกระตุ้นหลอดเลือดมาทานเองโดยเด็ดขาด
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดเค็ม เพิ่มผักผลไม้ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • สังเกตอาการเตือนภัยอันตราย เช่น ปวดศีรษะรุนแรง ตามัว แขนขาอ่อนแรง และรีบไปพบแพทย์ฉุกเฉินทันทีหากพบอาการเหล่านี้
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down