ความวิตกกังวลของพ่อแม่เมื่อลูกรักหายใจคร่อกแคร่และต้องพ่นยาต่อเนื่อง
อาการลูกหายใจคร่อกแคร่ มีเสมหะในคอ และต้องพ่นยาขยายหลอดลมพร้อมทั้งดูดเสมหะอยู่บ่อยครั้ง นับเป็นความเครียดและความกังวลใจสูงสุดสำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน เมื่อแพทย์นัดหมายติดตามอาการถี่ต่อเนื่อง หลายครอบครัวมักเกิดคำถามในใจว่าอาการที่เป็นอยู่คืออะไร และการรักษาเช่นนี้เป็นการเลี้ยงไข้หรือไม่ ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขออธิบายให้ความกระจ่างว่า ในเด็กเล็กโดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่าสองปี ทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนปลายยังมีขนาดเล็กมาก มีความยืดหยุ่นสูง และยังสร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะได้มากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัส เช่น เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือภาวะภูมิแพ้ทางเดินหายใจ หลอดลมจะเกิดการอักเสบ บวม และผลิตเสมหะปริมาณมาก การพ่นยาและการดูดเสมหะจึงเป็นหัตถการทางการแพทย์ที่จำเป็นเพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ป้องกันภาวะหายใจล้มเหลว และการนัดหมายถี่ในระยะที่มีอาการกำเริบไม่ใช่การเลี้ยงไข้ แต่เป็นการเฝ้าระวังความเปลี่ยนแปลงของโรคอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรคทางเดินหายใจในเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการหายใจคร่อกแคร่และเสมหะล้นในเด็ก
อาการเสียงคร่อกแคร่ที่ได้ยินในเด็กเกิดจากการเคลื่อนตัวของลมหายใจผ่านทางเดินหายใจที่มีเสมหะหรือน้ำมูกคั่งค้างอยู่ สาเหตุหลักมักมาจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนล่าง กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่เชื้อโรคเข้าสู่เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง และกระตุ้นให้ต่อมสร้างเมือกทำงานมากกว่าปกติ เมือกหรือเสมหะเหล่านี้จะเหนียวข้นขึ้นเมื่อเด็กมีภาวะขาดน้ำอ่อนๆ หรือได้รับสารน้ำไม่เพียงพอ นอกจากนี้ โครงสร้างทางกายวิภาคของทารกที่มีกระดูกอ่อนหลอดลมอ่อนนิ่ม (Laryngomalacia) ยิ่งทำให้ทางเดินหายใจยุบตัวได้ง่ายเมื่อมีการหายใจเข้าออก ทำให้เกิดเสียงคร่อกแคร่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ปัจจัยกระตุ้นสำคัญอื่นๆ ได้แก่ มลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ควันบุหรี่มือสอง และประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว ซึ่งล้วนทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจไวต่อสิ่งกระตุ้นและผลิตเสมหะออกมาตลอดเวลา
กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและการจัดการอาการทางเดินหายใจ
การรักษาอาการหายใจคร่อกแคร่และเสมหะในเด็กต้องอาศัยการใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยแบ่งกลุ่มยาหลักออกเป็นดังนี้
- ยาขยายหลอดลม (Bronchodilators): เช่น ยาซาลบิวทามอล (Salbutamol) หรือยาไอพราโทรเปียม โบรไมด์ (Ipratropium Bromide) ใช้ในรูปแบบพ่นละอองยา เพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบหลอดลมที่หดเกร็ง ทำให้หลอดลมขยายตัวและลดอาการหายใจมีเสียงวี๊ด
- ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นหรือพ่นสูด (Inhaled Corticosteroids): ใช้ลดอาการอักเสบเรื้อรังภายในหลอดลม ลดการบวมของเนื้อเยื่อ และลดการสร้างเสมหะในระยะยาว
- ยาละลายเสมหะ (Mucolytics): ช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้ร่างกายขับออกได้ง่ายขึ้น แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในเด็กเล็กเนื่องจากยังไม่สามารถไอขับเสมหะเองได้ดี
- น้ำเกลือพ่นจมูก (Normal Saline Solution): ใช้หยอดหรือพ่นจมูกก่อนการดูดน้ำมูก เพื่อช่วยเจือจางน้ำมูกที่แห้งกรังให้อ่อนนุ่มลงและดูดออกได้ง่ายขึ้น
ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามหลักกุมารเวชศาสตร์
การใช้ยาในเด็กมีความละเอียดอ่อนสูงมาก เนื่องจากระบบเผาผลาญและการทำงานของตับและไตยังพัฒนาไม่เต็มที่ ขนาดยาจะถูกคำนวณตามน้ำหนักตัว (มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม) หรือตามพื้นที่ผิวร่างกาย โดยเฉพาะยาพาราเซตามอลสำหรับลดไข้ ขนาดยาที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการไข้ ห้ามให้ยาบ่อยกว่ากำหนดเพราะอาจทำให้ตับวายได้ สำหรับยาพ่นขยายหลอดลม ขนาดยาและจำนวนครั้งในการพ่นจะต้องถูกกำหนดโดยกุมารแพทย์โรคระบบหายใจเท่านั้น ผู้ปกครองไม่ควรปรับเพิ่มลดปริมาณยาหรือซื้อยามาพ่นเองที่บ้าน เพราะอาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น หรือเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายร้ายแรงได้
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาพ่นและยาขยายหลอดลม
แม้ว่าการพ่นยาจะเป็นวิธีที่ให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่และมีผลข้างเคียงทั่วร่างกายน้อยกว่าการกินยา แต่ผู้ปกครองควรสังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการใจสั่น มือสั่น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือมีอาการตื่นเต้นมากกว่าปกติ ซึ่งมักเกิดจากตัวยาขยายหลอดลม ในส่วนของการพ่นยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดเชื้อราในช่องปาก (Oral Candidiasis) จึงควรให้เด็กดื่มน้ำตามหรือบ้วนปากทุกครั้งหลังพ่นยาเสร็จสิ้น หากพบอาการผิดปกติเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการรักษาทันที
ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาดในเด็กเล็ก
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกพบแพทย์ทันที
หากเด็กมีอาการหายใจคร่อกแคร่ร่วมกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
- หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจมีเสียงดังหวีดชัดเจนโดยไม่ต้องใช้เครื่องฟังตรวจ
- มีอาการหายใจอกบุ๋ม ซี่โครงบาน หรือท้องกระเพื่อมรุนแรงทุกครั้งที่หายใจ
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้มจัด
- มีไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้สูงร่วมกับอาการชัก
วิธีดูแลรักษาและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี
การดูแลเด็กที่บ้านระหว่างการรักษามีความสำคัญไม่แพ้การใช้ยา ผู้ปกครองควรจัดสิ่งแวดล้อมภายในห้องให้ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ปราศจากฝุ่นละอองและควันบุหรี่ ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้เสมหะเจือจางลง สำหรับเด็กทารกที่ยังทานนมแม่อย่างเดียว สามารถให้ดูดนมบ่อยขึ้นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การทำความสะอาดโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือหยอดจมูกก่อนมื้อนมและก่อนนอนจะช่วยลดอาการน้ำมูกไหลลงคอและลดเสียงคร่อกแคร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ (Humidifier) ชนิดละอองเย็นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองทางเดินหายใจได้ดี
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อซ้ำในระบบทางเดินหายใจทำได้โดยการรักษาสสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ ควบคุมสิ่งแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ และที่สำคัญคือการพาเด็กรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี และวัคซีนป้องกันการติดเชื้ออาร์เอสวีในกลุ่มเด็กกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดความจำเป็นในการต้องพ่นยาหรือนอนโรงพยาบาลซ้ำซ้อน