ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความวิตกกังวลของพ่อแม่มือใหม่เมื่อทารกแรกเกิดเป็นไข้หวัด

ทารกแรกเกิดเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของครอบครัว การที่ทารกอายุเพียงไม่กี่สัปดาห์หรือเดือนแรกเกิดมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย เช่น คัดจมูก มีน้ำใสๆ ไหล หรือไอเบาๆ ย่อมสร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้แก่พ่อแม่เป็นอย่างมาก ระบบภูมิคุ้มกันของทารกแรกเกิดยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่เชื้อโรคในอากาศจะเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน หรือที่เรารู้จักกันทั่วไปว่าไข้หวัด ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการรักษา เช่น ความเชื่อที่ว่าทารกเป็นหวัดทุกครั้งต้องพ่นยาขยายหลอดลม หรือการพาไปพบแพทย์บ่อยเกินความจำเป็นโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน อาจสร้างความเครียดทั้งต่อตัวทารกและครอบครัว บทความนี้จึงมุ่งเน้นการให้ความรู้ทางการแพทย์ที่ถูกต้อง ครอบคลุมตั้งแต่สาเหตุ อาการ การรักษาที่เหมาะสม ไปจนถึงการสังเกตสัญญาณอันตรายที่แท้จริง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้หวัดในทารกแรกเกิด

โรคไข้หวัด (Common Cold) ในทารกแรกเกิดส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีมากกว่าสองร้อยชนิด โดยเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) รองลงมาคือ อาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) และพาราอินฟลูเอนซาไวรัส (Parainfluenza Virus) เชื้อเหล่านี้ติดต่อผ่านทางการหายใจเอาละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ที่มีเชื้อ หรือจากการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ติดอยู่ตามพื้นผิวสิ่งของแล้วนำมาสัมผัสใบหน้าของทารก

เนื่องจากทารกแรกเกิดมีทางเดินหายใจที่เล็กมาก รูจมูกแคบ เยื่อบุจมูกมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงและบวมได้ง่าย เมื่อได้รับเชื้อไวรัส ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างสารคัดหลั่งหรือน้ำมูกออกมามากกว่าปกติเพื่อขับเชื้อโรคออก ส่งผลให้เกิดอาการคัดจมูก หายใจมีเสียงครืดคราด หรือหายใจลำบาก กลไกเหล่านี้เป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการต่อสู้กับโรค แต่ในทารกแรกเกิด อาการเหล่านี้อาจรบกวนการดูดนมและการนอนหลับอย่างมาก

อาการสำคัญและระยะของโรคที่ต้องสังเกต

อาการของไข้หวัดในทารกแรกเกิดมีความจำเพาะเจาะจงแตกต่างจากเด็กโตหรือผู้ใหญ่ เนื่องจากทารกยังไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกได้ อาการที่พบมักแสดงออกผ่านพฤติกรรมประจำวัน โดยทั่วไปโรคจะมีลำดับการดำเนินโรคดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (วันที่หนึ่งถึงวันที่สอง): ทารกอาจเริ่มมีอาการหงุดหงิด งอแงผิดปกติ นอนหลับยาก เริ่มมีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมาจากจมูก และอาจมีอาการจามร่วมด้วย
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (วันที่สามถึงวันที่ห้า): น้ำมูกอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียวข้น ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของเม็ดเลือดขาวที่เข้ามาต่อ1สู้กับเชื้อโรค ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป อาการคัดจมูกจะเด่นชัดที่สุด ทารกอาจเริ่มมีอาการไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะปน ทารกบางรายอาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย
  • ระยะฟื้นตัว (วันที่หกถึงวันที่สัปดาห์ที่สอง): อาการคัดจมูกและน้ำมูกจะค่อยๆ ลดปริมาณลง พฤติกรรมการดูดนมและการนอนหลับจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ ยกเว้นอาการไอที่อาจหลงเหลืออยู่ได้อีกระยะหนึ่ง

ความจริงทางการแพทย์เกี่ยวกับคำถาม ไข้หวัดในทารกแรกเกิดต้องพ่นยาทุกครั้งไหม

คำถามที่พบบ่อยที่สุดจากพ่อแม่คือ เมื่อลูกเป็นหวัด จำเป็นต้องพ่นยาขยายหลอดลมหรือพ่นยาสเตียรอยด์ทุกครั้งหรือไม่ คำตอบทางการแพทย์ที่ชัดเจนและเด็ดขาดคือ ไม่จำเป็นต้องพ่นยาทุกครั้ง

การพ่นยา (ไม่ว่าจะเป็นยาขยายหลอดลมหรือยาลดการอักเสบ) มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่เฉพาะเจาะจง ได้แก่ ทารกที่มีภาวะหลอดลมตีบเกร็ง มีอาการหายใจมีเสียงวีด (Wheezing) หรือเป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือโรคหอบหืด หากทารกเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรือไอจากเสมหะในคอ การพ่นยาจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น เนื่องจากยาพ่นออกฤทธิ์ที่หลอดลมส่วนปลาย แต่วัยทารกแรกเกิดมักมีปัญหาที่โพรงจมูกและทางเดินหายใจส่วนบนมากกว่า การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การหยอดน้ำเกลือล้างจมูกและการดูดน้ำมูกออกอย่างถูกวิธี

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การใช้ยาพ่นหรือยาปฏิชีวนะโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ไม่เพียงแต่ไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรคหวัดจากไวรัส แต่ยังอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น ใจสั่น มือสั่น หรือทำให้เชื้อโรคดื้อยาในอนาคต

สัญญาณไหนบอกว่าหมอนัดถี่เกินจำเป็น

ความกังวลของพ่อแม่อาจทำให้บางครั้งมีความพึงพอใจที่จะพาไปพบแพทย์บ่อยๆ หรือแพทย์บางแห่งอาจนัดติดตามอาการถี่เกินไปโดยไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงให้ทารกได้รับเชื้อโรคชนิดอื่นเพิ่มเติมจากโรงพยาบาล (Hospital-acquired infection) และสร้างภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

คำแนะนำจากคุณหมอ: หากทารกแรกเกิดมีเพียงอาการไข้หวัดธรรมดา เช่น น้ำมูกใส ไอเล็กน้อย กินนมได้ปกติ ไม่มีอาการหายใจหอบเหนื่อย การดูแลรักษาตามอาการที่บ้านเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์หรือรับการนัดติดตามอาการถี่ทุกวัน หากอาการยังคงดำเนินไปตามกรอบเวลาปกติของโรค

สัญญาณที่บ่งชี้ว่าการนัดหมายหรือการไปพบแพทย์ถี่เกินความจำเป็น ได้แก่ ทารกมีอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถดูดนมได้ดี นอนหลับได้ การตรวจร่างกายซ้ำทุกวันไม่มีความเปลี่ยนแปลงในแง่การรักษา และแพทย์ประเมินแล้วว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสตามฤดูกาลที่สามารถหายเองได้ การปล่อยให้ทารกได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดที่บ้านมีประโยชน์ต่อการฟื้นตัวมากกว่าการเดินทางออกนอกบ้านบ่อยครั้ง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้โรคหวัดส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในทารกแรกเกิด อาการสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากขนาดร่างกายที่เล็ก พ่อแม่ต้องสังเกตสัญญาณอันตรายอย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ต้องพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัดเดิม:

  • ไข้สูง: ในทารกอายุต่ำกว่าสองเดือน หากมีอุณหภูมิกายทางทวารหนักตั้งแต่สามสิบแปดองศาเซลเซียสขึ้นไป ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
  • อาการหายใจผิดปกติ: หายใจหอบเร็ว หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องบุ๋ม ขณะหายใจมีเสียงคราง หรือมีริมฝีปากและเล็บมือเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • ภาวะปฏิเสธนมและขาดน้ำ: ทารกไม่ยอมดูดนมเลย ปริมาณนมลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งของปกติ ซึมลงปลุกตื่นยาก ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด (ผ้าอ้อมแห้งสนิทนานเกินหกชั่วโมง) หรือร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • อาการไอที่รุนแรง: มีอาการไอจนหน้าดำหน้าแดง อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังกินนม หรือมีอาการสำลักรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อทารกแรกเกิดที่มีอาการไข้หวัดถูกนำมาพบแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ประวัติการตั้งครรภ์และการคลอด อายุของทารก ลักษณะอาการเริ่มต้น ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคหวัดในครอบครัว และปริมาณการกินนม
  • การตรวจร่างกายโดยกุมารแพทย์: ฟังเสียงหายใจในปอดและหัวใจ วัดอุณหภูมิร่างกาย สังเกตลักษณะการหายใจ ตรวจดูช่องปากและคอ และประเมินภาวะขาดน้ำ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม (กรณีมีข้อบ่งชี้): หากทารกมีไข้สูงร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ตรวจปัสสาวะ หรือทำการเก็บสิ่งคัดหลั่งจากโพรงจมูกเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสจำเพาะ เช่น RSV หรือไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ด้วยวิธี Rapid Antigen Test เพื่อวางแผนการรักษาที่จำเพาะเจาะจง

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

เนื่องจากโรคไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การรักษาจึงเน้นการประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) เพื่อให้ทารกสุขสบายขึ้นและรอให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดเชื้อโรคออกไป

  • การจัดการน้ำมูกและอาการคัดจมูก: ใช้หยอดจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) ครั้งละหนึ่งถึงสองหยดเพื่อช่วยละลายน้ำมูกที่แห้งกรังให้อ่อนนุ่มลง จากนั้นสามารถใช้ลูกยางซิลิโคนดูดน้ำมูกออกเบาๆ ทำก่อนมื้อนมจะช่วยให้ทารกดูดนมได้สะดวกขึ้น
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: หากทารกมีไข้ต่ำๆ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดเช็ดตัวตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและอุณหภูมิแกนกายสูงขึ้น
  • การบริหารยาตามคำแนะนำของแพทย์: ในกรณีที่มีไข้หรือปวดเมื่อย สามารถให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ชนิดหยอดหรือน้ำเชื่อม โดยต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของทารกอย่างเคร่งครัด (สิบถึงสิบห้ากิโลกรัมต่อมิลลิกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้) และต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
  • การรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย: ให้ทารกดูดนมแม่หรือนมผสมให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะมีความเหนียวลดลง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลทารกแรกเกิดที่เป็นไข้หวัด มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญมากซึ่งพ่อแม่ต้องตระหนักและหลีกเลี่ยง:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในทารกเด็ดขาด: การใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่ติดเชื้อไวรัสมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองบวมและตับวายที่รุนแรงถึงชีวิต ส่วนไอบูโพรเฟนอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตและกระเพาะอาหารในทารกวัยนี้
  • ห้ามซื้อยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ หรือยาลดน้ำมูกชนิดผสมหลายตัว (OTC Cough and Cold Medicines) ให้ทารกกินเอง: องค์การอาหารและยามีคำเตือนอย่างชัดเจนว่าห้ามใช้ยาเหล่านี้ในเด็กอายุต่ำกว่าสองปี เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น การกดศูนย์การหายใจ
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) เอง: ยาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคที่เกิดจากแบคทีเรียเท่านั้น ไม่มีผลต่อเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของโรคไข้หวัด การกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะทำลายแบคทีเรียประจำถิ่นและก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้ทารกแรกเกิดติดเชื้อไวรัสไข้หวัดตั้งแต่แรกเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดภาระความเจ็บป่วยและการใช้ยาโดยไม่จำเป็น

  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีจากแม่สู่ลูก (Maternal Antibodies) ซึ่งช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงหกเดือนแรกของชีวิต
  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ผู้ดูแลทุกคนต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์ก่อนสัมผัสตัวทารก หลีกเลี่ยงการพาไปในสถานที่แออัดที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้าหรือโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
  • การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน: งดการสูบบุหรี่หรือให้ทารกรับควันบุหรี่มือสองและมือสามอย่างเด็ดขาด เนื่องจากควันบุหรี่ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจของทารก ทำให้ติดเชื้อง่ายและมีอาการรุนแรงขึ้นกว่าปกติ รักษาความสะอาดภายในบ้านให้อากาศถ่ายเทสะดวก
  • การรับวัคซีนตามกำหนด: พาบุตรหลานและบุคคลในครอบครัวรับวัคซีนป้องกันโรคที่เกี่ยวข้อง เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และลดโอกาสนำเชื้อโรคเข้าบ้านมาสู่ทารกแรกเกิด

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist)

  • ประเมินอาการของทารกอย่างใจเย็น สังเกตพฤติกรรมการกินนม การนอน และความสดชื่น
  • จัดการอาการคัดจมูกด้วยการหยอดน้ำเกลือและดูดน้ำมูกอย่างนุ่มนวล
  • ให้ทารกดูดนมแม่บ่อยขึ้นเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นเมื่อมีไข้ต่ำ และใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • ห้ามใช้ยาพ่นขยายหลอดลม ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้ไอเองโดยเด็ดขาดหากไม่มีคำสั่งจากแพทย์
  • รีบนำตัวทารกส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น ไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย ซึม หรือปฏิเสธนม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down