เข้าใจความกังวลของพ่อแม่เมื่อลูกต้องพ่นยาและดูดเสมหะบ่อยครั้ง
การที่เด็กเล็กต้องเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อพ่นยา ขยายหลอดลม และดูดเสมหะอยู่บ่อยครั้ง หรือการที่แพทย์นัดหมายติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก โรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก โดยเฉพาะในกลุ่มทารกและเด็กเล็กที่มีขนาดหลอดลมยังเล็กและแคบ ทำให้เมื่อเกิดการติดเชื้อหรือมีสิ่งกระตุ้น จะเกิดการสร้างเสมหะปริมาณมาก บวมอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ และเกิดภาวะหลอดลมตีบเกร็งตามมา การทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงและข้อเท็จจริงทางการแพทย์จะช่วยให้ผู้ปกครองคลายความกังวล และสามารถดูแลลูกรักได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้าน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคทางเดินหายใจที่ต้องพ่นยาและดูดเสมหะซ้ำๆ
ระบบทางเดินหายใจส่วนล่างของเด็กเล็กมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงมาก สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กต้องพ่นยาและดูดเสมหะบ่อย ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสกลุ่มอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) โรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) โรคหืด (Asthma) ในเด็ก หรือภาวะภูมิแพ้อากาศที่มีเสมหะลงคอเรื้อรัง เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอักเสบ ทำให้ต่อมสร้างเมือกทำงานมากกว่าปกติ เสมหะที่มีความเหนียวข้นจะไปอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนปลาย ทำให้เด็กหายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) และไม่สามารถขับเสมหะออกได้เองตามธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องอาศัยการพ่นยาขยายหลอดลมร่วมกับการดูดเสมหะช่วยเคลียร์ทางเดินหายใจ
ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เด็กมีอาการกำเริบซ้ำ
- สิ่งแวดล้อมภายในบ้าน เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น ขนสัตว์เลี้ยง ควันบุหรี่มือสอง หรือควันจากการเผาไหม้
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างฉับพลัน หรืออากาศที่เย็นและแห้งเกินไป
- ภาวะภูมิแพ้ทางเดินหายใจที่ยังไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม
- การได้รับเชื้อไวรัสซ้ำๆ จากสถานที่แออัด เช่น ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนอนุบาล
ความจำเป็นของการนัดหมายพบแพทย์อย่างต่อเนื่อง
การที่แพทย์ต้องนัดหมายติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่าโรคมีความรุนแรงขึ้นเสมอไป แต่มีความสำคัญทางการแพทย์ในหลายด้าน ดังนี้
- เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการรักษาและปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย
- ติดตามอาการอักเสบของหลอดลมในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหลอดลมไวเกินเรื้อรัง
- ประเมินเทคนิคการใช้ยาพ่นของผู้ปกครอง เพื่อให้มั่นใจว่ายาเข้าสู่ปอดของเด็กได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- ตรวจหาและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เด็กมีอาการกำเริบซ้ำซ้อน
ขั้นตอนการดูแลและจัดการอาการเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี
การดูแลเด็กที่มีเสมหะมากและมีอาการทางเดินหายใจที่บ้าน จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจและความนุ่มนวล เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดความตื่นกลัวและช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว
การพ่นยาตามแผนการรักษาของแพทย์ที่บ้าน (หากแพทย์พิจารณาให้เครื่องพ่นยาขนาดพกพา) ต้องทำตามขนาดและเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ห้ามปรับลดหรือเพิ่มยาเองเด็ดขาด นอกจากนี้ การเคาะปอดเพื่อระบายเสมหะควรทำโดยผู้ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้องจากนักกายภาพบำบัดหรือพยาบาล เพื่อความปลอดภัยของเนื้อปอดและซี่โครงของเด็ก
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็ก
- ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) เอง เว้นแต่แพทย์จะวินิจฉัยยืนยันว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เนื่องจากส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาสมุนไพรหรือน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นฉุนจัดทาบริเวณหน้าอกหรือจมูกทารก เพราะอาจระคายเคืองทางเดินหายใจและทำให้หลอดลมเกร็งตัวมากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการให้เด็กสัมผัสกับฝุ่น ควัน หรือสารเคมีระคายเคืองภายในบ้านอย่างเด็ดขาด
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ทันทีก่อนวันนัด
หากพบว่าเด็กมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าระบบทางเดินหายใจเริ่มวิกฤต ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัดหมายเดิม
- หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจลำบากจนซี่โครงบุ๋ม หรือไหปลาร้าบุ๋มเวลาหายใจ
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) อันเนื่องมาจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
- มีไข้สูงร่วมด้วย และซึมลง ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ
- อาเจียนรุนแรงหลังการไอ หรือมีอาการหอบจนไม่สามารถนอนราบได้
- อาการหายใจมีเสียงวี๊ดไม่ดีขึ้นหลังจากการพ่นยาตามคำแนะนำของแพทย์
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไม่ให้เด็กกลับมาป่วยซ้ำและต้องพ่นยาบ่อยๆ ประกอบด้วยการสร้างสุขอนามัยที่ดีและการรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตามกำหนด เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนป้องกันโรคไอเมถุน และวัคซีนเสริมสำหรับป้องกันเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในกลุ่มเด็กกลุ่มเสี่ยง นอกจากนี้ การล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปในสถานที่แออัด และการดูแลโภชนาการให้ครบถ้วนตามวัย จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ลดความถี่ในการเจ็บป่วยได้อย่างยั่งยืน