ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจธรรมชาติของโรคไข้หวัดในทารกแรกเกิดและความสำคัญทางการแพทย์

ไข้หวัดในทารกแรกเกิดถือเป็นภาวะที่สร้างความวิตกกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลเป็นอย่างมาก เนื่องจากทารกในวัยนี้ยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เยื่อบุทางเดินหายใจยังมีความบอบบางและตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นได้ง่าย สถิติทางการแพทย์พบว่าทารกในช่วงขวบปีแรกอาจมีโอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนได้ถึงห้าถึงแปดครั้งต่อปี ซึ่งในกลุ่มทารกแรกเกิดที่มีอายุต่ำกว่าสามเดือน การติดเชื้อเพียงเล็กน้อยก็อาจลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างได้อย่างรวดเร็ว กลไกการเกิดโรคส่วนใหญ่มาจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Rhinovirus, Respiratory Syncytial Virus (RSV) หรือ Influenza Virus การติดต่อเกิดขึ้นผ่านการสัมผัสละอองฝอยจากการไอหรือจาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน การดูแลทารกในกลุ่มนี้จึงต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและหลีกเลี่ยงการรักษาที่เกินความจำเป็น

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้หวัดในทารก

การเกิดไข้หวัดในทารกแรกเกิดมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายทางจมูกและเยื่อบุตา เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารอักเสบขึ้นมา ส่งผลให้เกิดอาการบวมบริเวณเยื่อบุจมูก มีสารคัดหลั่งหรือน้ำมูกหลั่งออกมามากกว่าปกติ รูจมูกอันเล็กและแคบของทารกแรกเกิดทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย ทารกยังไม่สามารถหายใจทางปากทดแทนได้ดีเท่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ จึงแสดงอาการคัดจมูก หายใจมีเสียงครืดคราด หรือดูดนมลำบากได้อย่างชัดเจน ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ทารกติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ได้แก่ การอยู่ในสถานที่แออัด การสัมผัสผู้ที่มีอาการป่วยในครอบครัว การไม่ได้รับนมแม่ซึ่งมีสารภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ และการสัมผัสควันบุหรี่มือสองที่ทำลายขนกวาดในทางเดินหายใจของทารก

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรค

อาการของไข้หวัดในทารกแรกเกิดจะเริ่มต้นจากอาการระคายเคืองในโพรงจมูก ตามมาด้วยอาการน้ำมูกใส จาม และอาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย ในระยะต่อมาน้ำมูกอาจเปลี่ยนเป็นสีข้นขึ้นหรือมีสีเหลืองเขียว ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของการอักเสบและการต่อสู้กับเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว ไม่ได้แปลว่าต้องใช้ยาปฏิชีวนะเสมอไป ทารgอาจมีอาการไอร่วมด้วยเนื่องจากเสมหะไหลลงคอ หากระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี อาการจะเริ่มดีขึ้นและหายได้เองภายในเจ็ดถึงสิบวัน แต่ในทารกบางราย อาการอาจลุกลามกลายเป็นหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดบวม ซึ่งต้องสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากทารกแรกเกิดมีอาการเหล่านี้ ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
  • ไข้สูงมากกว่าสามสิบแปดองศาเซลเซียส สำหรับทารกอายุต่ำกว่าสามเดือนถือเป็นภาวะฉุกเฉิน
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนมหรือน้ำ ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด (ปัสสาวะไม่ ออกนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง)
  • มีอาการอาเจียนพุ่ง อาเจียนเป็นน้ำดี หรือมีอาการชักร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยและการพิจารณาการรักษาจากแพทย์

เมื่อทารกมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ประเมินลักษณะการหายใจ ฟังเสียงปอดและหัวใจ ตรวจช่องปากและลำคอ ในกรณีที่จำเป็น แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธี Rapid Antigen Test สำหรับเชื้อ RSV หรือไข้หวัดใหญ่ การตรวจเลือด หรือการเอกซเรย์ปอด เพื่อแยกโรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ การรักษาหลักเป็นไปตามอาการ (Symptomatic Treatment) เช่น การหยอดน้ำเกลือล้างจมูก การดูดน้ำมูก และการให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวที่เหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ไข้หวัดในทารกแรกเกิดต้องพ่นยาทุกครั้งไหม และความจริงทางการแพทย์

คำแนะนำจากคุณหมอ: คำถามที่พบบ่อยมากคือ ไข้หวัดในทารกแรกเกิดต้องพ่นยาทุกครั้งไหม คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องพ่นยาทุกครั้ง การพ่นยาขยายหลอดลมหรือยาสเตียรอยด์ชนิดพ่น จะใช้เฉพาะในกรณีที่ทารกมีอาการหลอดลมตีบ มีเสียงหายใจวี๊ด (Wheezing) หรือมีภาวะหลอดลมฝอยอักเสบตามคำวินิจฉัยของแพทย์เท่านั้น หากเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา มีน้ำมูกและคัดจมูก การรักษาหลักคือการใช้น้ำเกลือหยอดจมูกและการดูดน้ำมูกเพื่อเปิด ทางเดินหายใจ การพ่นยาโดยไม่จำเป็นไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น แต่อาจทำให้ทารกตกใจและได้รับยาเกินความจำเป็น

สัญญาณไหนบอกว่าหมอนัดถี่เกินจำเป็น

การติดตามอาการของทารกหลังการรักษาเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากแพทย์นัดหมายมาตรวจซ้ำบ่อยเกินความจำเป็นทั้งที่อาการของทารกดีขึ้นมากแล้ว ไม่มีไข้ กินนมได้ปกติ และหายใจเป็นปกติ อาจสร้างความเครียดและเพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคซ้ำซ้อนจากการเดินทางไปโรงพยาบาล สัญญาณที่บ่งบอกว่าการนัดหมายอาจถี่เกินไปคือ ทารกไม่มีอาการผิดปกติใดๆหลงเหลือ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ และแพทย์ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแผนการรักษาใดๆ เพิ่มเติม ผู้ปกครองสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอปรับลดความถี่ในการติดตามอาการได้หากทารกฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์

วิธีดูแลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี ปลอดภัย และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็ว

  • ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อหยอดจมูก (Normal Saline Solution) ครั้งละหนึ่งถึงสองหยด เพื่อละลายน้ำมูกเหนียวข้น
  • ใช้ลูกยางซิลิโคนหรือเครื่องดูดน้ำมูกชนิดแรงดันต่ำ ดูดน้ำมูกออกอย่างเบามือ ทำก่อนมื้อนมและก่อนนอน
  • จัดให้ทารกนอนในท่าที่เหมาะสม ศีรษะสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น
  • รักษาสิ่งแวดล้อมภายในห้องให้สะอาด ปราศจากฝุ่นละออง ควันบุหรี่ และควันธูป
  • ให้ทารกดูดนมแม่บ่อยขึ้นเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานและป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องเมื่อทารกมีไข้ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ห้ามซื้อยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ หรือยาละลายเสมหะให้ทารกแรกเกิดรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เสเหนียวข้นขึ้นและเป็นอันตราย ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายย์ซินโดรม (Reye's syndrome) การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้) และควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนใช้ยาเสมอ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อในทารกแรกเกิดเริ่มต้นจากการล้างมือก่อนอุ้มหรือสัมผัสทารกทุกครั้ง งดให้ผู้มีอาการป่วยเข้าใกล้ทารก สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งมีสารภูมิคุ้มกันเฉพาะตัว ฉีดวัคซีนตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขและวัคซีนเสริมตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ รวมถึงการรักษาสุขอนามัยภายในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแลในการดูแลทารกแรกเกิด

  • สังเกตอาการทางเดินหายใจและวัดอุณหภูมิร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้น้ำเกลือหยอดจมูกและดูดน้ำมูกเมื่อทารกมีอาการคัดจมูก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาพ่นหรือยาปฏิชีวนะเองหากแพทย์ไม่ได้สั่ง
  • พาลูกไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีสัญญาณอันตราย เช่น ซึม หอบ หรือไม่ดูดนม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down