ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความกังวลใจของคนเป็นแม่เมื่อลูกต้องพ่นยาและดูดเสมหะบ่อยครั้ง

เมื่อลูกรักเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) โรคหอบหืด (Asthma) หรือโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus Infection) สิ่งที่พ่อแม่มักต้องเผชิญคือการพาลลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการพ่นยาขยายหลอดลมและการดูดเสมหะออก ในเด็กเล็กบางคนอาจต้องไปคลินิกหรือโรงพยาบาลติดต่อกันหลายวันจนเกิดความสงสัยและกังวลใจว่า การที่แพทย์นัดถี่เช่นนี้เป็นการเลี้ยงไข้หรือไม่ บทความนี้จะมาทำความเข้าใจถึงกลไกทางการแพทย์ เหตุผลความจำเป็นของการนัดหมาย พร้อมทั้งแนะนำวิธีดูแลลูกน้อยที่บ้านอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ทำความเข้าใจโรคทางเดินหายใจในเด็กและสาเหตุที่ต้องพ่นยาดูดเสมหะ

ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่าสองปี ทางเดินหายใจส่วนปลายยังมีขนาดเล็กมาก เมื่อได้รับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย จะเกิดกระบวนการอักเสบ บวม และมีการสร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะออกมาเป็นจำนวนมาก เสมหะที่เหนียวข้นนี้จะไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการหายใจมีเสียงวี๊ด หายใจหอบเหนื่อย และไอมาก

การพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilator) มีความจำเป็นเพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบหลอดลมที่หดเกร็ง ทำให้ทางเดินหายใจขยายกว้างขึ้น ร่วมกับการดูดเสมหะ (Suction) เพื่อช่วยลดปริมาณเสมหะที่เด็กเล็กยังไม่สามารถไอขับออกมาได้เอง การทำหัตถการเหล่านี้ต้องทำอย่างต่อเนื่องในช่วงที่โรคกำเริบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจนและภาวะหายใจล้มเหลว

คลินิกนัดถี่เป็นการเลี้ยงไข้หรือไม่ มุมมองจากกุมารแพทย์

คำแนะนำจากคุณหมอ: การที่กุมารแพทย์นัดหมายผู้ป่วยเด็กมาติดตามอาการถี่ในช่วงที่โรคทางเดินหายใจกำเริบ ไม่ใช่การเลี้ยงไข้ แต่เป็นมาตรฐานการดูแลรักษาที่เน้นความปลอดภัย เนื่องจากอาการของเด็กเล็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง การประเมินซ้ำช่วยให้แพทย์ปรับยาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ในช่วงที่เด็กมีอาการหอบเหนื่อยจากเสมหะอุดกั้น แพทย์จำเป็นต้องประเมินอัตราการหายใจ เสียงหายใจในปอด และระดับออกซิเจนในเลือดอย่างใกล้ชิด หากหยุดการรักษาเร็วเกินไป อาการอาจกำเริบรุนแรงขึ้นมาใหม่ได้

ขั้นตอนการดูแลและพ่นยาดูดเสมหะที่บ้านอย่างถูกสุขลักษณะ

เมื่ออาการเริ่มคงที่และแพทย์พิจารณาให้ดูแลต่อที่บ้าน พ่อแม่สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนสัมผัสตัวเด็กหรือเตรียมอุปกรณ์พ่นยา
  • >
  • จัดท่าให้เด็กนอนศีรษะสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • >
  • ใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (0.9 เปอร์เซ็นต์ โซเดียมคลอไรด์) ข้างละหนึ่งถึงสองหยดเพื่อช่วยละลายน้ำมูกในโพรงจมูกให้เจือจางลง
  • >
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการใช้เครื่องพ่นยาตามขนาดยาและเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • หากแพทย์แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ดูดเสมหะแบบพกพา ต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทุกครั้งหลังใช้งานเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลเด็กที่มีเสมหะมาก

การจัดการกับเสมหะในเด็กต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างสูงเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้วิธีเคาะปอดด้วยความรุนแรงหรือใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์เด็ดขาด เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อปอดช้ำหรือเกิดการสำลักได้ นอกจากนี้ห้ามซื้อยาละลายเสมหะหรือยาแก้ไอให้เด็กกินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถไอขับเสมหะออกได้เอง ยาละลายเสมหะบางชนิดอาจทำให้เสมหะเหลวขึ้นจนเด็กขับออกไม่ทันและเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้

สิ่งที่ควรทำคือการให้เด็กดื่มน้ำอุ่นในปริมาณที่เหมาะสม (สำหรับเด็กที่ดื่มน้ำได้แล้ว) เพื่อช่วยให้เสมหะมีความเหนียวลดลง และการจัดท่าให้เด็กนอนตะแคงเมื่อมีอาการอาเจียนจากเสมหะ

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกกลับไปพบแพทย์ทันที

แม้วิธีดูแลที่บ้านจะดำเนินไปอย่างถูกต้อง แต่หากมีอาการเหล่านี้ปรากฏขึ้น ผู้ดูแลต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

  • หายใจหอบแรงจนซี่โครงบุ๋ม หน้าอกบุ๋ม หรือไหปลาร้าบุ๋ม
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ แสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ
  • มีไข้สูงลอยเกินสามวัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังไข้ลดไปแล้ว
  • อาเจียนทุกครั้งที่กินอาหารหรือนม และมีปัสสาวะออกน้อยลงมาก ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อซ้ำในระบบทางเดินหายใจทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ สวมหน้ากากอนามัยสำหรับผู้ใหญ่ที่ดูแลใกล้ชิด และสนับสนุนให้เด็กได้รับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี และวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในกลุ่มเด็กเสี่ยง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
  • ทำความเข้าใจว่าการนัดถี่ของแพทย์ในช่วงป่วยหนักคือการดูแลความปลอดภัย
  • ใช้น้ำเกลือหยอดจมูกเพื่อช่วยละลายน้ำมูกก่อนการดูดเสมหะเบื้องต้น
  • ให้ยาพ่นตามขนาดและเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • ห้ามใช้ยาละลายเสมหะหรือยาแก้ไอเองในเด็กเล็ก
  • สังเกตสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือซึมลง และรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีหากพบอาการดังกล่าว
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down