ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความวิตกกังวลของคนเป็นแม่เมื่อลูกรักต้องพ่นยาและดูดเสมหะบ่อยครั้ง

อาการเจ็บป่วยในเด็กเล็กมักสร้างความกังวลใจให้แก่พ่อแม่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อลูกน้อยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) โรคหืด (Asthma) หรือภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งมักมาพร้อมกับอาการไอ มีเสมหะเหนียวข้น หายใจมีเสียงครืดคราดหรือเสียงวี๊ด (Wheezing) เมื่อไปพบกุมารแพทย์ กุมารแพทย์มักจะพิจารณาให้ทำการรักษาด้วยการพ่นยาขยายหลอดลมหรือละลายเสมหะ (Nebulizer/Inhaler) ร่วมกับการทำความสะอาดทางเดินหายใจด้วยการดูดเสมหะ (Suction) เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งและช่วยให้เด็กหายใจได้สะดวกขึ้น

คำถามที่กุมารแพทย์มักได้ยินบ่อยจากคุณแม่ผู้มีความกังวลคือ เมื่อไหร่ลูกจะหายขาด ทำไมลูกต้องพ่นยาและดูดเสมหะบ่อยครั้ง และการที่แพทย์นัดมาติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง (Follow-up) นั้นถือเป็นเรื่องปกติหรือไม่ บทความนี้จะมาอธิบายถึงกลไกทางการแพทย์ สาเหตุ และแนวทางการดูแลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่คลายความกังวลและสามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ

ไขข้อข้องใจ: ลูกพ่นยาและดูดเสมหะบ่อย หมอนัดติดตามอาการเรื่อยๆ แบบนี้ปกติหรือไม่

ในทางการแพทย์ การที่เด็กเล็กต้องพ่นยาและดูดเสมหะบ่อยครั้ง รวมถึงการที่แพทย์นัดหมายเพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเรื่องปกติและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในเด็กที่มีโรคประจำตัวบางกลุ่ม เช่น โรคหืด หรือเด็กที่มีแนวโน้มหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น (Airway Hyperresponsiveness) เนื่องจากโครงสร้างทางเดินหายใจของเด็กเล็กมีขนาดเล็กและแคบมาก เมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัสหรือสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ จะทำให้เยื่อบุหลอดลมบวม มีการสร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดภาวะทางเดินหายใจตีบตัน

การที่แพทย์นัดติดตามอาการไม่ได้หมายความว่าอาการของเด็กแย่ลงเสมอไป แต่เป็นการประเมินความรุนแรงของโรค ปรับลดหรือปรับเพิ่มขนาดยาให้เหมาะสมกับช่วงวัยและน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนประเมินเทคนิคการใช้ยาพ่นของครอบครัวว่าถูกต้องหรือไม่ การพ่นยาและการดูดเสมหะจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาประคับประคอง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจในเด็กเล็ก

ระบบทางเดินหายใจในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อผนังทรวงอกยังไม่แข็งแรง และต่อมสร้างเมือกในหลอดลมทำงานได้ไวต่อสิ่งกระตุ้น เมื่อเด็กได้รับเชื้อโรคหรือปัจจัยกระตุ้น จะเกิดกระบวนการดังนี้:

  • การติดเชื้อไวรัส: เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักได้แก่ ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) และไรโนไวรัส (Rhinovirus)
  • การอักเสบและบวมของหลอดลม: เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทำให้เกิดการอักเสบ เยื่อบุหลอดลมบวมแดง
  • เสมหะล้นทางเดินหายใจ: ร่างกายจะผลิตเสมหะออกมาจำนวนมากเพื่อขับเชื้อโรค แต่ด้วยความที่เด็กเล็กยังไม่สามารถไอขับเสมหะออกได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ เสมอจึงคั่งค้างและขัดขวางการไหลเวียนของอากาศ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การที่เด็กต้องพ่นยาไม่ใช่แปลว่าลูกติดยาหรือโรคจะรุนแรงขึ้นถาวร แต่ยาพ่นเป็นยาเฉพาะที่ (Topical Treatment) ที่ออกฤทธิ์ตรงจุด ลดผลข้างเคียงต่อร่างกายส่วนอื่นได้ดีกว่ายารับประทาน และช่วยชีวิตเด็กในภาวะวิกฤตหลอดลมตีบได้ทันท่วงที

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค

อาการเริ่มแรกของเด็กมักเริ่มจากไข้หวัดธรรมดา เช่น น้ำใส ไอ จาม เล็กน้อย จากนั้นในเด็กที่มีภาวะหลอดลมไว อาการจะเริ่มลุกลามเข้าสู่ระยะที่ต้องพ่นยา โดยมีอาการเด่นชัดดังนี้:

  • ไอถี่ ไอมีเสียงก้อง หรือไอจนอาเจียน
  • หายใจเร็ว หายใจแรง หรือหายใจมีเสียงครืดคราดในลำคอ
  • หายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) ซึ่งเกิดจากลมผ่านหลอดลมที่ตีบแคบ
  • รับประทานนมน้อยลง อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้จะดูแลอยู่ที่บ้าน แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที:

  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง จนชายโครงบุ๋ม คอ Àบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือไม่ยอมดูดนม/ดื่มน้ำนานหลายชั่วโมงจนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • มีไข้สูงมากโดยเฉพาะในเด็กทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน
  • อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังดื่มน้ำหรือทานนม

วิธีดูแลรักษาและการพ่นยา ดูดเสมหะที่บ้านอย่างถูกวิธี

การดูแลเด็กที่ต้องพ่นยาและดูดเสมหะตามแผนการรักษาของแพทย์ที่บ้าน มีขั้นตอนและหลักปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

  • การใช้ยาพ่นอย่างถูกวิธี: หากใช้เครื่องพ่นละอองยา (Nebulizer) หรือยาสูดพ่นผ่านกระบอกพ่นยา (MDI with Spacer) ต้องสวมหน้ากากให้แนบสนิทกับใบหน้าของเด็ก ไม่ให้มีช่องว่าง เพื่อให้ตัวยาเข้าสู่หลอดลมได้มากที่สุด
  • การหยอดและล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ: ก่อนการดูดเสมหะ ควรหยอดน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) ข้างละสองถึงสามหยด เพื่อช่วยละลายน้ำมูกและเสมหะในโพรงจมูกให้เจือจางลง
  • การดูดเสมหะอย่างนุ่มนวล: ใช้ลูกยางซิลิโคนหรือเครื่องดูดเสมหะแรงดันต่ำ สอดเข้าในโพรงจมูกด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรดันลึกเกินไปเพื่อป้องกันการบาดเจ็บต่อเยื่อบุภายใน
  • การจัดท่าทาง: จัดให้เด็กนอนศีรษะสูงเล็กน้อย เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามทำการดูดเสมหะบ่อยจนเกินความจำเป็น เพราะอาจทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจเกิดการระคายเคือง บวมช้ำ และสร้างเสมหะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ควรทำเฉพาะเวลาที่มีเสมหะมากจนขัดขวางการหายใจเท่านั้น

สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลเด็กที่บ้าน

การจัดการอาการไม่ให้ทรุดลงต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องการให้ยาและการปฏิบัติตัว:

  • การให้ยาลดไข้: ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้
  • ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอประเภทกดอาการไอในเด็กเล็ก เนื่องจากจะทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดมากขึ้น
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง: เนื่องจากโรคส่วนใหญ่ในเด็กเล็กเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) จะไม่มีผลในการรักษา และอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
  • การเพิ่มความชุ่มชื้น: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ หรือดื่มนมแม่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้เสมหะมีความเหนียวลดลงและขับออกได้ง่ายขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เพื่อลดความถี่ในการป่วยและการพ่นยาลง ผู้ปกครองสามารถปฏิบัติตามแนวทางป้องกันได้ดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอทั้งผู้ปกครองและตัวเด็ก
  • งดการสูบบุหรี่หรือให้เด็กเข้าใกล้ควันบุหรี่มือสองและมือสาม ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้หลอดลมของเด็กอักเสบรุนแรง
  • รับวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในกลุ่มเสี่ยง
คำแนะนำจากคุณหมอ: ความอดทนและความเข้าใจของพ่อแม่คือหัวใจสำคัญในการดูแลเด็กป่วย การฝึกฝนเทคนิคการพ่นยาและการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ผ่านช่วงเวลาที่ลูกป่วยไปได้อย่างปลอดภัย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down