ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจภาวะลูกเป็นหวัดเรื้อรังพ่นยาดูดเสมหะทุกเดือน

การที่เด็กเล็กหรือทารกมีอาการเจ็บป่วยทางระบบทางเดินหายใจอย่างต่อเนื่อง เช่น ลูกเป็นหวัดเรื้อรังพ่นยาดูดเสมหะทุกเดือน ย่อมสร้างความกังวลใจให้แก่พ่อแม่และผู้ปกครองเป็นอย่างมาก ภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องปกติของเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงทั่วไป แต่มักบ่งบอกว่าระบบทางเดินหายใจส่วนปลายหรือหลอดลมมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ หรือมีภาวะเรื้อรังบางประการที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องจากกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินหายใจ ในบทความนี้จะพาทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก

อาการ ลูกเป็นหวัดเรื้อรังพ่นยาดูดเสมหะทุกเดือน มีกลไกการเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยมักเริ่มจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งในเด็กบางคนเมื่อหายจากการติดเชื้อแล้ว เยื่อบุหลอดลมยังคงมีอาการอักเสบ บวม และไวต่อสิ่งกระตุ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน

  • ภาวะหลอดลมไว (Bronchial Hyperresponsiveness): ทำให้เมื่อสัมผัสกับอากาศเย็น ฝุ่นละออง ควัน หรือแม้แต่การติดเชื้อไวรัสธรรมดา ก็เกิดอาการหอบเหนื่อย มีเสียงวี๊ด และมีเสมหะปริมาณมาก
  • โรคหอบหืดในเด็ก (Pediatric Asthma): เด็กหลายคนที่มีอาการหอบและเสมหะเรื้อรัง แท้จริงแล้วมีภาวะโรคหอบหืด ซึ่งมักถูกกระตุ้นได้ง่ายโดยสารก่อภูมิแพ้หรือการติดเชื้อไวรัส
  • โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ (Allergic Rhinitis): ทำให้มีน้ำมูกไหลลงคอ (Post-nasal drip) กระตุ้นให้เด็กไอและมีเสมหะเรื้อรัง ตลอดจนต้องพ่นยาขยายหลอดลมเพื่อบรรเทาอาการ

อาการแสดงสำคัญและระยะของโรค

อาการเริ่มต้นมักเริ่มจากไข้หวัดธรรมดา มีน้ำมูกใสหรือข้น ไอ และเจ็บคอ แต่ในเด็กกลุ่มที่มีอาการเรื้อรัง อาการหวัดจะไม่หายขาดภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่มักจะลุกลามกลายเป็นอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะสะสมในหลอดลมหายใจส่วนล่าง หายใจมีเสียงครืดคราด หรือหายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) เมื่ออาการกำเริบ เด็กจะมีอาการหอบเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด ซี่โครงบุ๋ม และต้องอาศัยการพ่นยาขยายหลอดลมหรือการดูดเสมหะช่วยเคลียร์ทางเดินหายใจ

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กต้องพ่นยาและดูดเสมหะทุกเดือน แสดงว่าโรคยังไม่ถูกควบคุมได้ดีพอ การปล่อยให้มีการอักเสบเรื้อรังในหลอดลมเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของปอดในระยะยาวได้ พ่อแม่จึงควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อปรับแผนการรักษาเชิงป้องกัน ไม่ใช่แค่รักษาเฉพาะหน้าเมื่ออาการกำเริบ

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในระหว่างที่ดูแลเด็กอยู่ที่บ้าน หากสังเกตพบอาการเตือนเหล่านี้ จำเป็นต้องพาไปพบแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัดเดิม

  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจลำบาก หายใจใช้กล้ามเนื้อหน้าอกช่วยจนซี่โครงบุ๋มหรือไหปลาร้าบุ๋ม
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงว่าร่างกายขาดออกซิเจน
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำอย่างผิดปกติ
  • มีไข้สูงมากและไข้ไม่ยอมลดลงเลยแม้นำไปเช็ดตัวและให้ยาลดไข้ตามขนาดที่แพทย์กำหนด
  • ภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีเลย ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กไปพบแพทย์ด้วยอาการ ลูกเป็นหวัดเรื้อรังพ่นยาดูดเสมหะทุกเดือน แพทย์จะมีแนวทางการวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น การมีคนสูบบุหรี่ใกล้ชิด หรือการเข้าศูนย์เด็กเล็ก
  • การตรวจร่างกาย: ฟังเสียงปอดอย่างละเอียดเพื่อหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงวี๊ด เสียงกรอบแกรบ หรือเสมหะในหลอดลม
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม: ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อแยกโรคปอดอักเสบ หรือการตรวจหาเชื้อไวรัสจำเพาะ เช่น RSV หรือไข้หวัดใหญ่ รวมถึงการตรวจเลือดหาภาวะภูมิแพ้ (Allergy Blood Test) หากสงสัยโรคภูมิแพ้

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การดูแลรักษาเด็กที่มีอาการหวัดเรื้อรังและต้องพ่นยาดูดเสมหะเป็นประจำ แบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือการรักษาช่วงกำเริบและการรักษาควบคุมระยะยาว

  • การรักษาช่วงกำเริบ: ใช้ยาพ่นขยายหลอดลมหรือยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด การดูดเสมหะควรทำโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ปกครองที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้เยื่อบุหลอดลมได้รับความเสียหาย
  • การให้ยาลดไข้และบรรเทาอาการ: ให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้)
  • การดูแลเรื่องความชุ่มชื้น: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือนมในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยละลายเสมหะในลำคอให้ขับออกได้ง่ายขึ้น
  • การทำความสะอาดโพรงจมูก: การหยอดจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) ช่วยลดความเหนียวข้นของน้ำมูกและช่วยให้เด็กหายใจได้โล่งขึ้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: การพ่นยาและดูดเสมหะบ่อยครั้งช่วยบรรเทาอาการในระยะสั้น แต่เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือการหาสาเหตุที่แท้จริงและใช้ยาควบคุมการอักเสบระยะยาว เพื่อลดความถี่ในการกำเริบลงจนเด็กสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในกระบวนการดูแลเด็กที่มีอาการระบบทางเดินหายใจ มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญมากดังนี้

  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนลดไข้ในเด็กที่มีความเสี่ยงโรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก: เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye syndrome) หรือทำให้เลือดออกง่ายขึ้น
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้เด็กทานเอง: เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่ของการเป็นหวัดและเสมหะในเด็กเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่ช่วยรักษาโรค และยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต
  • ห้ามละเลยสิ่งกระตุ้นรอบตัวเด็ก: เช่น ควันบุหรี่มือสอง ควันธูป ฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ และไรฝุ่น ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หลอดลมของเด็กอักเสบกำเริบซ้ำๆ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เด็กกลับมาป่วยเรื้อรังซ้ำซ้อน ต้องอาศัยการสร้างเสริมสุขภาพและภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) เป็นประจำทุกปี เพื่อลดความรุนแรงของการติดเชื้อ
  • พิจารณาฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ในเด็กกลุ่มเสี่ยง
  • สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุด เนื่องจากนมแม่มีสารภูมิต้านทานตามธรรมชาติที่ช่วยลดอัตราการติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตอาการและบันทึกความถี่ในการพ่นยา รวมถึงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ลูกมีอาการกำเริบ
  • พาเด็กไปพบกุมารแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ เพื่อประเมินและปรับลดยาควบคุมอาการเมื่ออาการดีขึ้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดฝุ่น ควันบุหรี่ และสารก่อภูมิแพ้
  • ดูแลให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำเพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่
  • ปรึกษาแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น หอบเหนื่อย หรือซึมลง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down