ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดในทารกแรกเกิด ความกังวลใจอันดับหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

ทารกแรกเกิดจนถึงอายุสามเดือนแรกเป็นกลุ่มเปราะบางทางการแพทย์ที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อลูกน้อยมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย เช่น คัดจมูก มีน้ำใสๆ หรือไอเบาๆ ย่อมสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก คำถามที่พบบ่อยในห้องตรวจกุมารแพทย์คือ ไข้หวัดในทารกแรกเกิดต้องพ่นยาทุกครั้งไหม และกระบวนการรักษาที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร บทความฉบับนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่เจาะลึกทุกประเด็นตั้งแต่สาเหตุ กลไกการเกิดโรค สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ ตลอดจนความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยาพ่นขยายหลอดลมและการนัดหมายติดตามอาการ เพื่อให้การดูแลลูกน้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุดตามหลักการแพทย์สากล

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหวัดในทารกแรกเกิด

โรคไข้หวัด (Common Cold) ในทารกแรกเกิดส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) รองลงมาคือ อาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) และพาราอินฟลูเอนซาไวรัส (Parainfluenza Virus) การติดต่อเกิดขึ้นได้ง่ายผ่านการสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วมาสัมผัสตัวเด็ก

กลไกการเกิดโรคในทารกแรกเกิดมีความเฉพาะเจาะจงและอันตรายกว่าในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ เนื่องจากกายวิภาคของทารกมีลักษณะพิเศษดังนี้:

  • โพรงจมูกและทางเดินหายใจมีขนาดเล็กมาก เมื่อเยื่อบุจมูกเกิดการอักเสบและบวมจากการติดเชื้อ จะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจอย่างรวดเร็ว
  • ทารกแรกเกิดจนถึงอายุประมาณสี่ถึงหกเดือนแรก เป็นกลุ่มที่หายใจทางจมูกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ (Obligate Nasal Breathers) หากจมูกตันจากน้ำมูก จะส่งผลให้เด็กหายใจลำบากทันที
  • กลไกการขับเสมหะและน้ำมูกยังไม่มีประสิทธิภาพ ทารกไม่สามารถสั่งน้ำมูกหรือไอขับเสมหะออกมาได้เอง ทำให้เสมหะคั่งค้างในลำคอและหลอดลม

อาการแสดงสำคัญและระยะของโรค

อาการของไข้หวัดในทารกมักเริ่มต้นจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และอาจลุกลามลงสู่ส่วนล่างได้หากภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ระยะของโรคแบ่งออกได้ดังนี้:

  • ระยะเริ่มต้น (วันที่หนึ่งถึงสอง): เด็กจะมีอาการหกหงิด งอแงผิดปกติ เริ่มมีน้ำมูกใสๆ จาม กินนมน้อยลงเนื่องจากหายใจไม่สะดวก บางครับอาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้เลย
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (วันที่สามถึงห้า): น้ำมูกอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือเหลืองข้น ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป อาการไอจะเริ่มเด่นชัดขึ้นเนื่องจากน้ำมูกไหลลงคอ (Post-nasal drip)
  • ระยะฟื้นตัว (วันที่หกถึงสิบ): อาการคัดจมูกและน้ำมูกเริ่มลดลง เด็กกลับมาดูดนมได้ตามปกติและมีความสดใสมากขึ้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: น้ำมูกสีเขียวข้นในทารกไม่ได้แปลว่าต้องได้รับยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อเสมอไป ส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่ต่อสู้กับเชื้อไวรัส การใช้น้ำเกลือหยอดจมูกเพื่อล้างน้ำมูกและช่วยให้ลูกหายใจสะดวกขึ้นคือการรักษาตามอาการที่ดีที่สุด

ไข้หวัดในทารกแรกเกิดต้องพ่นยาทุกครั้งจริงหรือ

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยที่สุด คำตอบทางการแพทย์คือ ไม่จำเป็นต้องพ่นยาทุกครั้ง การพ่นยา (ไม่ว่าจะเป็นยาขยายหลอดลม ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่น หรือการพ่นน้ำเพื่อละลายเสมหะ) มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ยาพ่นขยายหลอดลม (Bronchodilators): ใช้เฉพาะในกรณีที่ทารกมีภาวะหลอดลมตีบเกร็ง มีอาการหายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือหอบหืดเท่านั้น หากทารกเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา มีแค่น้ำมูกและไอจากเสมหะในคอ การพ่นยาขยายหลอดลมจะไม่มีประโยชน์ทางการรักษาแต่อย่างใด
  • ยาพ่นสเตียรอยด์ลดการอักเสบ: ใช้ตามคำสั่งแพทย์เฉพาะในโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคหอบหืดในเด็กโต ไม่นิยมใช้เป็นกิจวัตรในทารกแรกเกิดที่เป็นไข้หวัดธรรมดา
  • การพ่นละอองเกลือแร่ (Nebulized Normal Saline): เป็นวิธีที่แพทย์อาจพิจารณาใช้เพื่อช่วยให้เสมหะที่เหนียวข้นในหลอดลมมีความชุ่มชื้นและขับออกได้ง่ายขึ้น แต่ในทารกแรกเกิด การใช้ลูกยางซิลิโคนดูดน้ำมูกร่วมกับการหยอดน้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline Drops) มักเป็นวิธีเบื้องต้นที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

การใช้ยาพ่นโดยไม่จำเป็นนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้อาการหวัดหายเร็วขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้ทารกเกิดอาการข้างเคียง เช่น ใจสั่น มือสั่น กระสับกระส่าย และสร้างความเครียดโดยใช่เหตุให้กับทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง

สัญญาณไหนบอกว่าหมอนัดถี่เกินจำเป็น และเกณฑ์การประเมินอาการ

ความกังวลของพ่อแม่บางครั้งทำให้รู้สึกว่าแพทย์นัดติดตามอาการบ่อยเกินความจำเป็น เช่น นัดทุกวันหรือวันเว้นวัน แต่ในมุมมองของกุมารแพทย์ ทารกแรกเกิดมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงอาการอย่างรวดเร็ว (Rapid Deterioration) แพทย์จึงต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม หากทารกมีอาการคงที่และอยู่ในเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ถือว่าความถี่ในการนัดหมายอาจปรับลดลงตามดุลยพินิจของแพทย์:

  • ทารกดูดนมได้ดีตามปริมาณปกติ ไม่มีภาวะขาดน้ำ
  • ไม่มีไข้สูงติดต่อกัน หรือไม่มีไข้เลย
  • อัตราการหายใจปกติ ไม่มีอาการหายใจเหนื่อยหอบหรืออกบุ๋ม
  • ตื่นมารับนมและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้ดีตามวัย

หากแพทย์นัดหมายติดตามอาการเพื่อความปลอดภัย ผู้ปกครองสามารถปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็นและแนวทางการสังเกตอาการที่บ้าน เพื่อลดความกังวลและการเดินทางมารดน้ำสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้ทารกจะเป็นเพียงไข้หวัด แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที:

  • หายใจหอบเร็วกว่าปกติ อัตราการหายใจเกินห้าสิบถึงหกครั้งต่อนาที
  • มีอาการหายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องบุ๋ม หรือคอ roms บุ๋ม
  • เวลาหายใจมีเสียงคราง (Grunting) หรือปีกจมูกบาน
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • ซึมมากปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนม หรืออาเจียนพุ่งทุกครั้งที่ดื่มนม
  • มีไข้สูงเกินสามสิบแปดองศาเซลเซียสในทารกอายุต่ำกว่าสองเดือน (ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องตรวจหาสาเหตุการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ)
  • มีอาการขาดน้ำ เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋มลึก ปัสสาวะไม่ออกนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง หรือผ้าอ้อมไม่เปียกเลย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้ทารกแรกเกิดกินยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ หรือยาลดน้ำมูกที่หาซื้อได้เองตามร้านขายยาโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาลูกกลอน ยาชุด หรือยาแผนโบราณบางชนิดอาจมีส่วนผสมของสารออกฤทธิ์ที่กดศูนย์การหายใจในสมอง ทำให้ทารกหยุดหายใจได้ การใช้ยาใดๆ ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของกุมารแพทย์เท่านั้น

วิธีดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพที่บ้านอย่างถูกวิธี

การดูแลทารกแรกเกิดที่เป็นไข้หวัดเน้นการประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) เพื่อรอให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสออกไปเอง มีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

  • การจัดการน้ำมูก: หยดน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Drops) ข้างละหนึ่งถึงสองหยดลงในรูจมูก เพื่อช่วยละลายน้ำมูกให้เจือจางลง จากนั้นใช้ลูกยางซิลิโคนปลายิ่มดูดน้ำมูกออกอย่างเบามือ ทำก่อนมื้อนมประมาณสิบหนาทีเพื่อให้ลูกดูดนมได้สะดวกขึ้น
  • การเพิ่มความชื้นในอากาศ: ใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอน (Humidifier) เพื่อลดความแห้งกร้านของทางเดินหายใจ แต่ต้องหมั่นทำความสะอาดเครื่องอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อราและแบคทีเรีย
  • การให้นม: เพิ่มความถี่ในการให้นมแม่หรือนมผสมทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้ร่างกายมีพลังงานในการต่อสู้กับโรค
  • การวัดไข้: ใช้ปรอทวัดไข้ดิจิทัลวัดทางรักแร้หรือทางทวารหนัก หลีกเลี่ยงการใช้ปรอทวัดไข้ทางหน้าผากหรือหูในทารกแรกเกิดเพราะความคลาดเคลื่อนสูง
  • การเช็ดตัวลดไข้: หากทารกมีไข้ต่ำ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด

การป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

การป้องกันไม่ให้ทารกแรกเกิดติดเชื้อหวัดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่พัฒนา ผู้ปกครองสามารถปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคได้ดังนี้:

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ก่อนอุ้มหรือสัมผัสตัวทารกทุกครั้ง
  • งดให้บุคคลภายนอกหรือผู้ที่มีอาการป่วย ไอ จาม มาเยี่ยมทารกแรกเกิดอย่างเด็ดขาด
  • รักษาสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้สะอาด ปราศจากควันบุหรี่ ควันธูป และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้อาการทางเดินหายใจแย่ลง
  • สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะนมแม่มีสารภูมิต้านทาน (Antibodies) และเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
คำแนะนำจากคุณหมอ: ความรักความใส่ใจและการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดคือยาที่ดีที่สุดสำหรับทารกแรกเกิด การไม่ตื่นตระหนกจนเกินไปและการปฏิบัติตามคำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัดจะช่วยให้ลูกน้อยผ่านช่วงเวลาป่วยไข้ไปได้อย่างปลอดภัยและแข็งแรงสมบูรณ์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down