ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความกังวลใจของคนเป็นแม่เมื่อลูกรักต้องพ่นยาและดูดเสมหะอยู่บ่อยครั้ง

ในฐานะกุมารแพทย์ผู้ดูแลเด็กเล็กมาเป็นเวลานาน ความกังวลใจหนึ่งที่ได้ยินจากปากคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดคือ ลูกรักมีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจบ่อยครั้ง จนต้องเดินทางไปคลินิกเพื่อรับการพ่นยาขยายหลอดลมและการดูดเสมหะอยู่เป็นประจำ บางครอบครัวอาจเกิดคำถามในใจด้วยความรู้สึกอึดอัดใจและหวาดระแวงว่า การที่คลินิกหรือสถานพยาบาลนัดหมายให้ไปพบแพทย์บ่อยเกินไปนั้น เป็นกระบวนการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ หรือเป็นพฤติกรรมการรักษาเพื่อหวังผลทางธุรกิจที่มักเรียกกันในความเข้าใจของสังคมว่าเป็นการเลี้ยงไข้กันแน่ บทความชิ้นนี้จะทำหน้าที่อธิบายกลไกทางการแพทย์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อคลายทุกข้อสงสัยและให้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุดสำหรับครอบครัว

ทำความเข้าใจระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กและสาเหตุที่ต้องพ่นยาดูดเสมหะ

ธรรมชาติของทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่าห้าขวบ มีความแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของโครงสร้างกายวิภาคและระบบภูมิคุ้มกัน หลอดลมของเด็กมีขนาดเล็กมากและมีความยืดหยุ่นสูงแต่ผนังหลอดลมยังบาง เมื่อเด็กได้รับเชื้อไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus) เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) หรือเชื้อไรโนไวรัส (Rhinovirus) ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อขับเชื้อโรค

เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถไอขับเสมหะออกมาได้ด้วยตนเองเหมือนผู้ใหญ่ เสมหะจึงเกิดการสะสมและอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนปลาย ส่งผลให้เกิดอาการหายใจมีเสียงครืดคราด หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) และอาจลุกลามจนเกิดภาวะหลอดลมตีบตัวได้ การพ่นยาซึ่งมักประกอบด้วยยาขยายหลอดลมและบางครั้งอาจมีส่วนผสมของน้ำเกลือความเข้มข้นสูง จึงมีความจำเป็นเพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น และการดูดเสมหะออกจึงเป็นกระบวนการระบายสารคัดหลั่งส่วนเกินออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะปอดอักเสบหรือภาวะพร่องออกซิเจน

คำแนะนำจากคุณหมอ: การที่เด็กต้องพ่นยาและดูดเสมหะหลายครั้งในรอบสัปดาห์หรือหลายสัปดาห์ติดต่อกันในช่วงที่กำลังเจ็บป่วย ไม่ได้แปลว่าเป็นการเลี้ยงไข้เสมอไป แต่สะท้อนถึงธรรมชาติของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก ที่เสมหะสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้อย่างต่อเนื่องตราบ จนกว่ากระบวนการอักเสบในร่างกายจะหายสนิท ซึ่งอาจใช้เวลาสองถึงสามสัปดาห์ในเด็กบางราย

คลินิกนัดถี่แบบนี้เป็นการเลี้ยงไข้หรือเปล่า: ข้อเท็จจริงทางการแพทย์

เพื่อตอบคำถามที่อยู่ในใจของคุณแม่หลายๆ คนว่า การนัดหมายถี่ๆ นั้นมีความจำเป็นทางการแพทย์หรือไม่ แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาจากบริบททางคลินิก ดังนี้

  • ธรรมชาติของโรคในเด็กเล็ก: โรคติดเชื้อทางเดินหายใจบางชนิด เช่น โรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) มักจะมีอาการแย่ลงในช่วงวันที่สามถึงวันที่ห้าของการป่วย ก่อนที่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น การติดตามอาการอย่างใกล้ชิดทุกหนึ่งถึงสองวันในช่วงวิกฤตจึงเป็นมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อประเมินความปลอดภัย
  • ความรุนแรงของอาการหอบเหนื่อย: เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด (Asthma) หรือเด็กที่มีภาวะหลอดลมไวเกิน จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการกำเริบซ้ำๆ เมื่อสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย การพ่นยาจึงต้องทำตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ความสามารถในการดูแลที่บ้าน: หากผู้ปกครองยังมีความกังวล ไม่มั่นใจในการสังเกตอาการ หรือไม่สามารถจัดการกับเสมหะของลูกที่บ้านได้ แพทย์อาจพิจารณานัดมาทำการพ่นยาและประเมินซ้ำที่สถานพยาบาลเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวเด็กเอง

อย่างไรก็ตาม หากผู้ปกครองมีความรู้สึกไม่สบายใจ สามารถสื่อสารและสอบถามแพทย์ผู้รักษาตรงๆ ได้ว่า เหตุใดจึงต้องนัดถี่ และมีแผนการรักษาในระยะยาวอย่างไร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญย่อมยินดีอธิบายเหตุผลทางการแพทย์ให้ฟังอย่างโปร่งใส

อาการสำคัญและสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ในช่วงที่ลูกน้อยกำลังป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และต้องแยกแยะให้ออกระหว่างอาการป่วยทั่วไปกับสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

อาการแสดงที่พบได้ทั่วไปในระยะติดเชื้อ

  • มีไข้ต่ำถึงไข้สูง ร่วมกับอาการน้ำูกไหล ไอ และจาม
  • หายใจมีเสียงครืดคราดในลำคอหรือหน้าอก
  • รับประทานนมหรืออาหารได้น้อยลงเล็กน้อยเนื่องจากแน่นจมูก

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ห้ามรอช้า

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ให้รีบพาเด็กพบแพทย์ฉุกเฉินทันที หรอเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง: สังเกตจากอัตราการหายใจที่เร็วผิดปกติ มีอาการชายโครงบุ๋ม ไหปลาร้าบุ๋ม หรือเวลาหายใจปีกจมูกบาน
  • ภาวะพร่องออกซิเจน: ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท กระหม่อมบุ๋มลึก และไม่มีปัสสาวะนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง
  • ไข้สูงมากและชัก: มีอาการชักเกร็งจากไข้สูง หรือไข้สูงติดต่อกันเกินสามวันโดยไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการฟื้นฟูสุขภาพ

การดูแลรักษาเด็กที่มีปัญหาเรื่องเสมหะและต้องพ่นยาบ่อยครั้ง ประกอบด้วยการรักษาทางการแพทย์และการดูแลประคับประคองที่บ้านอย่างถูกวิธีดังนี้

การรักษาทางการแพทย์

แพทย์อาจพิจารณาให้ยาขยายหลอดลม ยาละลายเสมหะ หรือยาลดการอักเสบตามความเหมาะสมของโรค ในบางกรณีหากพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แพทย์จึงจะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ซึ่งผู้ปกครองต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดและห้ามหยุดยาเอง

การดูแลและพยาบาลที่บ้าน

  • การให้น้ำเกลือหยอดจมูก: สำหรับเด็กเล็ก การใช้น้ำเกลือหยอดจมูกก่อนมื้อนมหรือก่อนนอนจะช่วยละลายน้ำมูกที่เหนียวข้นให้หลุดออกมาได้ง่ายขึ้น
  • การดื่มน้ำอุ่นในปริมาณที่เหมาะสม: หากเด็กอายุเกินหกเดือน การให้จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ จะช่วยลดความเหนียวของเสมหะในลำคอได้ดี
  • การจัดท่านอน: ให้เด็กนอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้หายใจโล่งขึ้น (สำหรับเด็กที่โตพอและปลอดภัยจากการนอนคว่ำหน้าแล้ว)
  • การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: งดการสัมผัสควันบุหรี่มือสอง ฝุ่นละออง พีเอ็มสองจุดห้า สัตว์เลี้ยงที่มีขน และสารเคมีระคายเคืองต่างๆ

สิ่งที่ควรระวังและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย

ในการดูแลเด็กป่วยที่มีไข้และมีปัญหาทางเดินหายใจ มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่งซึ่งผู้ปกครองต้องใส่ใจ

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะให้ลูกทานเองเด็ดขาด: เนื่องจากการติดเชื้อในระยะแรกส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคแถมยังส่งผลเสียเรื่องเชื้อดื้อยา
  • การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล: ต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัวจริงของเด็ก คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัม ให้กินห่างกันทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือยาไอบูโพรเฟนเด็ดขาด: ในเด็กที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกหรือโรคไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การลดความถี่ในการป่วยและลดความจำเป็นในการพ่นยาดูดเสมหะที่ดีที่สุด คือการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง

  • รับวัคซีนป้องกันโรค: พาบุตรหลานรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนป้องกันเชื้อโรคไอพีดี (IPD) และวัคซีนเสริมสำหรับไวรัสอาร์เอสวีในกลุ่มเสี่ยง
  • สร้างสุขอนามัยที่ดี: สอนให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่ปิดที่มีคนหนาแน่นในช่วงที่มีการระบาดของโรค
  • โภชนาการที่สมบูรณ์: ส่งเสริมให้เด็กทานอาหารครบห้าหมู่ ดื่มนมแม่ในวัยทารกเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down