ความกังวลใจของคนเป็นแม่เมื่อลูกรักต้องพ่นยาและดูดเสมหะอยู่บ่อยครั้ง
ในฐานะกุมารแพทย์ผู้ดูแลเด็กเล็กมาเป็นเวลานาน ความกังวลใจหนึ่งที่ได้ยินจากปากคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดคือ ลูกรักมีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจบ่อยครั้ง จนต้องเดินทางไปคลินิกเพื่อรับการพ่นยาขยายหลอดลมและการดูดเสมหะอยู่เป็นประจำ บางครอบครัวอาจเกิดคำถามในใจด้วยความรู้สึกอึดอัดใจและหวาดระแวงว่า การที่คลินิกหรือสถานพยาบาลนัดหมายให้ไปพบแพทย์บ่อยเกินไปนั้น เป็นกระบวนการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ หรือเป็นพฤติกรรมการรักษาเพื่อหวังผลทางธุรกิจที่มักเรียกกันในความเข้าใจของสังคมว่าเป็นการเลี้ยงไข้กันแน่ บทความชิ้นนี้จะทำหน้าที่อธิบายกลไกทางการแพทย์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อคลายทุกข้อสงสัยและให้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุดสำหรับครอบครัว
ทำความเข้าใจระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กและสาเหตุที่ต้องพ่นยาดูดเสมหะ
ธรรมชาติของทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่าห้าขวบ มีความแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของโครงสร้างกายวิภาคและระบบภูมิคุ้มกัน หลอดลมของเด็กมีขนาดเล็กมากและมีความยืดหยุ่นสูงแต่ผนังหลอดลมยังบาง เมื่อเด็กได้รับเชื้อไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus) เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) หรือเชื้อไรโนไวรัส (Rhinovirus) ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อขับเชื้อโรค
เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถไอขับเสมหะออกมาได้ด้วยตนเองเหมือนผู้ใหญ่ เสมหะจึงเกิดการสะสมและอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนปลาย ส่งผลให้เกิดอาการหายใจมีเสียงครืดคราด หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) และอาจลุกลามจนเกิดภาวะหลอดลมตีบตัวได้ การพ่นยาซึ่งมักประกอบด้วยยาขยายหลอดลมและบางครั้งอาจมีส่วนผสมของน้ำเกลือความเข้มข้นสูง จึงมีความจำเป็นเพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น และการดูดเสมหะออกจึงเป็นกระบวนการระบายสารคัดหลั่งส่วนเกินออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะปอดอักเสบหรือภาวะพร่องออกซิเจน