ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกปัญหาโลกแตก ไข้หวัดเด็กทารกพ่นยาแล้วไม่หายสักที

อาการป่วยของเด็กทารกและเด็กเล็กมักทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความกังวลใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อลูกน้อยเป็นไข้หวัด มีอาการไอ มีเสียงครืดคราดในลำคอ หรือหายใจมีเสียงวี๊ด แล้วแพทย์ทำการพ่นยาขยายหลอดลมหรือพ่นยาลดการอักเสบให้ แต่ผ่านมาหลายวันหรือหลายสัปดาห์อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ต้องไปพบแพทย์ตามนัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาการไข้หวัดเด็กทารกพ่นยาแล้วไม่หายสักทีนี้ ถือเป็นความท้าทายทั้งในมุมมองของผู้ปกครองและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของทารกมีความบอบบาง หลอดลมมีขนาดเล็กมาก และระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้โรคทางเดินหายใจบางชนิดมีอาการแสดงที่ยืดเยื้อและซับซ้อนกว่าในเด็กโตหรือผู้ใหญ่

ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขอยืนยันว่าการที่เด็กทารกพ่นยาแล้วไม่ดีขึ้น ไม่ได้แปลว่าตัวยาสนามบินหรือเครื่องพ่นยาไม่มีประสิทธิภาพเสมอไป แต่อาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งในแง่ของตัวโรคที่แท้จริง เทคนิคการพ่นยาที่อาจยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ สิ่งกระตุ้นในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก หรือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นซ้อนทับ บทความฉบับนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริง อาการแสดงที่ต้องเฝ้าระวัง และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้ลูกน้อยหายจากอาการป่วยและมีสุขภาพทางเดินหายใจที่แข็งแรงสมบูรณ์

สาเหตุและกลไกทางการแพทย์ ทำไมพ่นยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมไข้หวัดเด็กทารกพ่นยาแล้วไม่หายสักที เราต้องทำความเข้าใจกลไกการทำงานของโรคระบบทางเดินหายใจในทารกก่อน ยาทุกชนิดที่ใช้พ่น ไม่ว่าจะเป็นยาขยายหลอดลม (Bronchodilators) หรือยาสตอรอยด์พ่นคอเพื่อลดการอักเสบ (Inhaled Corticosteroids) จะออกฤทธิ์เฉพาะที่บริเวณหลอดลมและเนื้อเยื่อปอด หากโรคที่เป็นอยู่ไม่ใช่โรคหอบหืด (Asthma) หรือหลอดลมตีบ (Bronchospasm) การพ่นยาจึงอาจช่วยบรรเทาอาการได้เพียงเล็กน้อยแต่ไม่สามารถรักษาที่ต้นเหตุได้ สาเหตุหลักที่ทำให้การพ่นยาไม่ได้ผล มีดังนี้

  • การวินิจฉัยโรคที่อาจไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา: ทารกที่มีอาการไอเรื้อรังและพ่นยาไม่หาย อาจไม่ได้เป็นแค่ไข้หวัดทั่วไป แต่อาจป่วยด้วยโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchiolitis) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) โรคนี้จะทำให้เกิดเสมหะปริมาณมากและหลอดลมฝอยบวม ซึ่งการพ่นยาขยายหลอดลมอาจไม่ได้ผลดีในเด็กทารกทุกคน
  • เทคนิคการพ่นยาที่ไม่ถูกต้อง: การพ่นยาในทารกจำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัยครอบที่จมูกและปากร่วมกับกระบอกพ่นยา (Spacer) หากหน้ากากไม่แนบสนิท มีช่องว่าง หรือทารก ร้องไห้ดิ้นขณะพ่นยา จะทำให้ละอองยาไม่สามารถเข้าไปสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยาจึงตกค้างอยู่แค่ในช่องปากหรือใบหน้า
  • ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน (Secondary Bacterial Infection): เริ่มต้นเด็กอาจเป็นไข้หวัดจากไวรัส แต่เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำลงและมีน้ำมูกคั่งค้างเป็นเวลานาน จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis) โรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media) หรือปอดอักเสบ (Pneumonia) ซึ่งต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยจึงจะหาย
  • โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจและสิ่งกระตุ้นในบ้าน: ทารกบางรายมีพื้นฐานทางพันธุกรรมเป็นภูมิแพ้ เมื่อสัมผัสกับฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ ควันบุหรี่มือสอง หรือเชื้อราในบ้าน จะทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจอักเสบเรื้อรัง ต่อให้พ่นยาเท่าไหร่ หากยังคงสัมผัสสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ อาการก็จะไม่หายขาด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามหยุดยาพ่นที่แพทย์สั่งด้วยตนเองเด็ดขาด แม้จะรู้สึกว่าอาการยังไม่ดีขึ้น เพราะการหยุดยาเองอาจทำให้หลอดลมตีบเกร็งรุนแรงขึ้น หากสงสัยว่าเทคนิคการพ่นยาไม่ถูกต้อง ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลเพื่อขอคำแนะนำในการสาธิตวิธีพ่นยาที่ถูกต้องอีกครั้ง

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรคที่ต้องสังเกต

อาการไข้หวัดในทารกมักเริ่มต้นด้วยอาการคัดจมูก น้ำมูกใส จาม และมีไข้ต่ำๆ ระยะเวลาของไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) ในเด็กเล็กโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณเจ็ดถึงสิบวัน แต่ในทารกที่มีภาวะหลอดลมไว หรือติดเชื้อไวรัสจำเพาะ อาการไอและมีเสียงครืดคราดอาจลากนานถึงสองสัปดาห์ได้ ระยะของโรคสามารถแบ่งออกเป็นสามระยะสำคัญเพื่อให้ผู้ปกครองสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น

  • ระยะเริ่มต้น (First 1-3 Days): เด็กจะมีไข้ น้ำมูกใส ไอแห้งๆ เริ่มงอแง ดูดนมน้อยลงเนื่องจากหายใจทางจมูกไม่สะดวก ในช่วงนี้หากนำไปพ่นยา แพทย์มักพิจารณาให้ยาพ่นขยายหลอดลมเพื่อดูการตอบสนองของร่างกาย
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Days 4-7): น้ำมูกอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองข้น อาการไอจะเปลี่ยนเป็นไอมีเสมหะ เสียงหายใจเริ่มครืดคราด ทารกบางรายอาจมีอาการอาเจียนหลังไอเนื่องจากมีเสมหะเหนียวติดคอ หากพ่นยาแล้วอาการไอยังถี่ขึ้นหรือหายใจแรงขึ้น แสดงว่าหลอดลมอักเสบรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป
  • ระยะฟื้นตัว (Days 8-14): ไข้จะเริ่มลดลงจนเป็นปกติ น้ำมูกและเสมหะเริ่มลดปริมาณลง ทารกเริ่มกลับมาร่าเริงและดูดนมได้ดีขึ้น หากพ้นระยะนี้ไปแล้วลูกยังคงมีอาการไอเรื้อรังตอนกลางคืนหรือช่วงเช้ามืด แสดงว่ามีภาวะหลอดลมไวหรือโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

แม้ทารกจะได้รับการนัดติดตามอาการจากแพทย์อยู่แล้ว แต่หากระหว่างรอมีนัดเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น ผู้ปกครองต้องรีบพาเด็กไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะปอดอักเสบ หายใจล้มเหลว หรือภาวะขาดน้ำขั้นรุนแรง

  • ภาวะหายใจลำบากและหายใจหอบเหนื่อย: สังเกตจากอัตราการหายใจเร็วกว่าปกติ เวลาหายใจจะมีลักษณะอกบุ๋ม ซี่โครงบาน ท้องกระเพื่อมแรง หรือมีเสียงฮึดฮัดในลำคอทุกครั้งที่หายใจออก
  • ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis): แสดงถึงภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
  • ไข้สูงไม่ยอมลด หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังไข้ลดไปแล้ว: โดยเฉพาะไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือเด็กที่มีอาการชักจากไข้
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง: ปัสสาวะไม่ออกหรือไม่มีผ้าอ้อมเปียกติดต่อกันมากกว่าหกชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง และกระหม่อมหน้าบุ๋มลึก
  • ซึมลงปลุกยาก ไม่ยอมดูดนม หรืออาเจียนพุ่งทุกครั้งที่รับประทานอาหาร: แสดงถึงภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือความดันในสมองสูง ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
คำแนะนำจากคุณหมอ: คุณพ่อคุณแม่ควรมีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วสำหรับเด็กติดบ้านไว้ และหมั่นสังเกตสีผิวริมฝีปากของลูก หากพบว่าลูกซึมลงร่วมกับหายใจแรงจนอกบุ๋ม อย่ารอจนถึงวันนัดเดิม ให้รีบพามาพบแพทย์ทันที

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

การรักษาโรคไข้หวัดในทารกที่พ่นยาแล้วไม่หายสักที จำเป็นต้องอาศัยการรักษาควบคู่กันระหว่างการใช้ยาตามแพทย์สั่งและการพยาบาลที่ถูกต้องที่บ้าน เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

  • การจัดการกับเสมหะและน้ำมูกในจมูกทารก: เนื่องจากทารกยังไม่สามารถสั่งน้ำมูกหรือขับเสมหะเองได้ การใช้ลูกยางซิลิโคนดูดน้ำมูกหรือการหยอดจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) ก่อนมื้อนมและก่อนนอน จะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น ทารกดูดนมได้ดีขึ้น และลดอาการไอจากการสำลักน้ำมูก
  • การให้ยาลดไข้และยาตามอาการที่ถูกต้อง: การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) สำหรับลดไข้ในทารก ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวจริงอย่างเคร่งครัด คือสิบถึงสิบห้ามิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ซ síndrome (Reye's Syndrome)
  • การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องนอน: ควบคุมอุณหภูมิห้องให้อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่เปิดแอร์เย็นจัดจนเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้พัดลมเป่าปะทะตัวเด็กโดยตรง และสามารถใช้เครื่องทำความชื้น (Humidifier) เพื่อลดความแห้งกร้านของอากาศ ซึ่งจะช่วยลดการระคายเคืองในหลอดลมได้

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลทารก

ในภาวะที่ลูกน้อยป่วยและพ่อแม่มีความกังวลสูง อาจทำให้เผลอทำกิจกรรมบางอย่างที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของทารกโดยไม่รู้ตัว จึงควรตระหนักถึงข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญดังนี้

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) หรือยาแก้ไอผสมสารกดประสาทให้ทารกทานเอง: ไข้หวัดส่วนใหญ่ร้อยละเก้าสิบเกิดจากเชื้อไวรัส การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และยังสร้างเชื้อดื้อยา รวมถึงยาแก้ไอผสมสารกดอาการไออาจทำให้ทารกขับเสมหะไม่ออก จนเสมหะไปอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนล่าง
  • ห้ามใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดกินหรือยาชุดพื้นบ้านโดยพลการ: ยาชุดหรือยาลูกกลอนบางประเภทอาจมีส่วนผสมของสเตียรอยด์และยาอันตราย ซึ่งจะกดภูมิคุ้มกันของทารก ทำให้โรคติดเชื้อลุกลามรุนแรงและเกิดผลข้างเคียงต่อตับและไต
  • ห้ามสูบบุหรี่หรือปล่อยให้มีควันบุหรี่ใกล้ตัวเด็ก: ควันบุหรี่มือสองและมือสามที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าของผู้ใหญ่ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หลอดลมของทารกเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้พ่นยาอย่างไรก็ไม่หายขาด

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้ทารกกลับมาเป็นไข้หวัดซ้ำๆ และลดความจำเป็นในการพ่นยาบ่อยครั้ง ต้องอาศัยการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและสุขอนามัยที่ดีภายในครอบครัว

  • การรับวัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจตามกำหนด: พาเด็กมารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) ที่ฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุหกเดือนขึ้นไป และวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในกลุ่มเสี่ยง
  • การล้างมือและรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: สมาชิกในครอบครัวและผู้ดูแลทุกคนต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ก่อนอุ้มหรือสัมผัสตัวทารก หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวกในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • การส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสม: สำหรับทารกอายุต่ำกว่าหกเดือน นมแม่คือนมที่ดีที่สุดเพราะมีภูมิต้านทานโรค (Antibodies) ครบถ้วน สำหรับเด็กที่ทานอาหารเสริมตามวัยแล้ว ควรเลือกอาหารที่มีวิตามินซีและสารอาหารครบถ้วนเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down