ความหมายและภาพรวมของอาการตัวเหลืองตาเหลืองในทารก
อาการตัวเหลืองตาเหลืองในเด็กเล็กและทารกถือเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องให้ความสำคัญและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากกุมารแพทย์และผู้ปกครอง ภาวะนี้เกิดจากการสะสมของสารสีเหลืองที่เรียกว่าบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือด ซึ่งโดยปกติสารนี้เกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง หากตับยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ในการกำจัดสารนี้ออกทางระบบทางเดินอาหารและปัสสาวะ จะส่งผลให้ผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง การสังเกตพบว่าลูกมีอาการท้องป๋องนิ่มร่วมด้วย อาจเป็นลักษณะทางกายวิภาคปกติของทารกที่มีผนังหน้าท้องยังหย่อน แต่หากมีความผิดปกติของระบบทางเดินน้ำดีหรือตับร่วมด้วย จะต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อระบบประสาท
สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะตัวเหลืองตาเหลือง
กลไกหลักของการเกิดภาวะตัวเหลืองแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มสาเหตุตามช่วงอายุของเด็ก ดังนี้
- ภาวะตัวเหลืองจากธรรมชาติในทารกแรกเกิด (Physiological Jaundice) เกิดจากตับและระบบทางเดินอาหารยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่
- ภาวะตัวเหลืองจากนมแม่ (Breastfeeding Jaundice หรือ Breast Milk Jaundice) ที่สัมพันธ์กับการได้รับปริมาณนมไม่เพียงพอในสัปดาห์แรก หรือสารในน้ำนมแม่บางชนิดที่ไปขัดขวางการขับบิลิรูบิน
- ความผิดปกติของตับและท่อน้ำดีแต่กำเนิด เช่น ภาวะท่อน้ำดีตีบตัน (Biliary Atresia) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กมีอุจจาระสีซีดและตัวเหลืองเรื้อรัง
- ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือความไม่เข้ากันของหมู่เลือดระหว่างแม่และลูก (ABO หรือ Rh Incompatibility)
- การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในทารกแรกเกิด
อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค
การสังเกตอาการทางคลินิกเริ่มต้นมักพบว่าตัวเหลืองบริเวณใบหน้าก่อน จากนั้นจึงลามลงมาที่หน้าอก หน้าท้อง แขน และขา ตามระดับความเข้มข้นของบิลิรูบินที่เพิ่มขึ้น อาการท้องป๋องนิ่มอาจพบได้ทั่วไปในทารกเนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องยังไม่แข็งแรง แต่หากท้องโตขึ้นร่วมกับตับโตหรือม้ามโตร่วมด้วย จะบ่งชี้ถึงโรคทางตับหรือโรคเลือด ในระยะลุกลามหากปล่อยให้ระดับบิลิรูบินสูงมากเกินไป อาจซึมลง ดูดนมน้อยลง ร้องเสียงแหลมเกร็ง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะ kernicterus หรือภาวะสมองได้รับความเสียหายจากสารบิลิรูบินสะสม
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานไปรับการตรวจประเมินโดยแพทย์ฉุกเฉินหรือกุมารแพทย์ทันที หากพบอาการดังต่อไปนี้
- ตัวเหลืองลามลงมาถึงฝ่ามือและฝ่าเท้า
- ลูกมีอาการซึมมากปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนมหรือรับประทานอาหาร
- อุจจาระมีสีซีดขาว หรือปัสสาวะมีสีเข้มจัดเหมือนสีชาแก่
- มีไข้ร่วมด้วย หายใจหอบเหนื่อย หรือมีอาการชักเกร็ง
- ท้องโตตึงแข็งขึ้นร่วมกับมีอาการเจ็บปวดเมื่อสัมผัส
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อเดินทางมาถึงสถานพยาบาล แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบ ได้แก่ การซักประวัติการตั้งครรภ์ ประวัติการให้นม และลักษณะอุจจาระ การตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อประเมินขนาดของตับและม้าม การตรวจทางห้องปฏิบัติการเช่นการเจาะเลือดเพื่อวัดระดับ Total and Direct Bilirubin การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) การตรวจกลุ่มเลือด และการตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องเพื่อดูความผิดปกติของตับและถุงน้ำดี
วิธีรักษาและการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริงของอาการตัวเหลือง
- การรักษาด้วยการส่องไฟ (Phototherapy) สำหรับทารกที่มีระดับบิลิรูบินสูง เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของสารบิลิรูบินให้ละลายน้ำและขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระได้ง่ายขึ้น
- การเปลี่ยนถ่ายเลือด (Exchange Transfusion) ในกรณีที่ระดับบิลิรูบินสูงมากจนเสี่ยงต่อภาวะทางสมอง
- การรักษาเฉพาะโรค เช่น การผ่าตัดในผู้ป่วยโรคท่อน้ำดีตีบตัน หรือการให้ยาปฏิชีวนะหากเกิดจากการติดเชื้อ
กลุ่มยาที่ใช้ ขนาดยาที่ถูกต้อง และข้อควรระวังสำคัญ
ในการดูแลเด็กที่มีอาการตัวเหลือง การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามซื้อยาขับพิษหรือสมุนไพรมาให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ การขับยาอาจทำให้ตับทำงานหนักขึ้นและเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้ สำหรับยาลดไข้หรือยาแก้ปวดที่จำเป็นต้องใช้ตามน้ำหนักตัว เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดตามน้ำหนักตัวคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้เท่านั้น และห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพื่อป้องกันภาวะแทกร้อนที่รุนแรง
วิธีป้องกันและการดูแลสุขภาพระยะยาว
การป้องกันภาวะตัวเหลืองรุนแรงทำได้โดยการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ถูกวิธี ให้ทารกดูดนมบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการขับถ่ายขี้เมือกและบิลิรูบินออกจากร่างกาย การพาเด็กมารับการตรวจสุขภาพตามนัดหมายของกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินพัฒนาการและภาวะตัวเหลืองหลังคลอด และการสังเกตสีผิว สีตา และสีอุจจาระของทารกอย่างต่อเนื่องในเดือนแรกของชีวิต