ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทารกท้องป๋องร่วมกับอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียว: เมื่อไหร่ที่อาการท้องอืดกลายเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

การเลี้ยงดูทารกแรกเกิดและทารกวัยขวบปีแรกเป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจและสังเกตความผิดปกติอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทารกยังไม่สามารถสื่อสารความเจ็บป่วยออกมาเป็นคำพูดได้ อาการแสดงทางร่างกายจึงเป็นสิ่งเดียวที่จะบอกได้ว่าทารกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะอาการทารกท้องป๋องร่วมกับอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่อันตรายและมีความเร่งด่วนสูงสุดทางการแพทย์ ภาวะนี้ไม่ใช่เพียงแค่อาการแหวะนมหรือท้องอืดธรรมดาที่พบได้ทั่วไป แต่เป็นตัวบ่งชี้ถึงความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่อาจมีการอุดตันอย่างรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์เฉพาะทางโดยด่วนเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ความหมายและความสำคัญทางการแพทย์ของอาการท้องป๋องและอาเจียนสีเขียว

ในสภาวะปกติ ทารกอาจมีลักษณะหน้าท้องที่ป่องออกเล็กน้อยหลังดื่มนมเนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องยังไม่แข็งแรงและมีแก๊สในทางเดินอาหารได้บ้าง แต่หากทารกมีอาการท้องป๋องตึงแน่นร่วมกับการอาเจียนพุ่งออกมาอย่างรุนแรง และที่สำคัญที่สุดคืออาเจียนมีน้ำดีปนจนเป็นสีเขียวหรือสีเหลืองเข้ม อาการนี้บ่งบอกถึงความผิดปกติที่อยู่ต่ำกว่ากระเพาะอาหารส่วนปลายหรือลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum) ซึ่งน้ำดีที่ถูกขับออกมาจากตับและถุงน้ำดีไม่สามารถไหลผ่านลงสู่ส่วนล่างของลำไส้ได้ตามปกติเนื่องจากการอุดตัน ส่งผลให้เกิดการสะสมและตีบตันดันย้อนกลับออกมาทางปากในรูปของการอาเจียนพุ่งสีเขียว

ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียวในทารกทุกรายถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์เสมอ ห้ามรอสังเกตอาการอยู่ที่บ้านเกินความจำเป็นเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) ภาวะลำไส้บิดหมุนผิดปกติ (Malrotation with Volvulus) หรือภาวะลำไส้พิการแต่กำเนิด ซึ่งหากปล่อยไว้เนิ่นนานจะทำให้ลำไส้ขาดเลือดไปเลี้ยงจนเน่าและทะลุได้ในเวลาอันรวดเร็ว

สาเหตุและกลไกการเกิดความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารของทารก

การเกิดอาการท้องป๋องร่วมกับอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียวมีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติทางกายภาพของทางเดินอาหาร ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิดและทารกวัยให้นม ดังนี้

  • ภาวะลำไส้บิดหมุนผิดปกติร่วมกับลำไส้ เป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายที่สุด เกิดจากการที่ลำไส้ไม่ยึดติดกับผนังช่องท้องตามปกติในระหว่างการเจริญเติบโตในครรภ์ ทำให้ลำไส้เกิดการบิดพันกันเอง ส่งผลให้หลอดเลือดที่มาเลี้ยงลำไส้ถูกบีบอัด ทารกจะมีอาการปวดท้องรุนแรง ร้องกวน ท้องป๋อง และอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียว
  • ภาวะลำไส้เล็กอุดตันแต่กำเนิด (Intestinal Atresia or Stenosis) เป็นความผิดปกติของการพัฒนาของทางเดินอาหาร ทำให้ส่วนของลำไส้ตีบแคบลงหรือตันสนิทตั้งแต่อยู่ในครรภ์ อาการจะแสดงออกทันทีหลังจากทารกเริ่มดื่มนมมื้อแรกๆ
  • ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) พบได้บ่อยในทารกอายุระหว่างหกเดือนถึงสามปี เกิดจากลำไส้ส่วนต้นมุดเข้าไปในลำไส้ส่วนปลาย ทำให้เกิดการอุดตัน บวม และขัดขวางการไหลเวียนของเลือด
  • โรค Hirschsprung (กลุ่มอาการลำไส้ใหญ่ส่วนปลายไร้ปมประสาท) ทำให้ลำไส้ส่วนปลายไม่มีการบีบตัวเพื่อขับถ่ายอุจจาระ ส่งผลให้อุจจาระและแก๊สตกค้าง สะสมจนเกิดอาการท้องป๋อง ท้องอืดมาก และอาเจียนตามมา

ลำดับอาการและการลุกลามของโรค

อาการของทารกมักเริ่มต้นจากการดื่มนมได้น้อยลง หงุดหงิด งอแงผิดปกติ ตามมาด้วยอาการท้องอืดและท้องป๋องตึงอย่างรวดเร็ว เมื่อลำไส้เกิดการอุดตันมากขึ้น ทารกจะมีอาการอาเจียน โดยในระยะแรกอาจเป็นการสำลักนมหรืออาเจียนปกติ แต่เมื่อการอุดตันอยู่ลึกขึ้นหรือนานขึ้น อาเจียนจะเปลี่ยนเป็นลักษณะพุ่งแรง (Projectile Vomiting) และมีน้ำดีปนเป็นสีเขียวหรือสีเหลืองสะท้อนถึงการอุดตันในระดับที่ลึกลงไปในทางเดินอาหาร หากปล่อยทิ้งไว้ทารกจะเริ่มซึมลง ปัสสาวะน้อยลงเพราะภาวะขาดน้ำ และอาจช็อกจากการที่เนื้อเยื่อลำไส้ขาดเลือด

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

ผู้ปกครองต้องตระหนักว่าอาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติของการเลี้ยงทารก และไม่ควรพยายามรักษาด้วยการให้ยาลดกรด ยาขับลม หรือสวนทวารด้วยตนเองที่บ้าน หากพบอาการร่วมดังต่อไปนี้ต้องรีบนำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลทันที

  • อาเจียนพุ่งออกมาเป็นสีเขียว สีเหลืองเขียว หรือมีเลือดปน
  • หน้าท้องป๋องตึงมาก แข็ง คลำได้ก้อน หรือทารกแสดงอาการเจ็บปวดเมื่อสัมผัสหน้าท้อง
  • ทารกซึมลงปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนมหรือดื่มน้ำเลย
  • ไม่มีการถ่ายอุจจาระหรือผายลมเลยหลังคลอด หรืออุจจาระมีมูกเลือดปน
  • มีไข้ร่วมด้วย หายใจหอบเหนื่อย หรือหายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม
  • สัญญาณของภาวะขาดน้ำ เช่น กระหม่อมบุ๋มลึก ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง และไม่มีปัสสาวะนานเกินหกชั่วโมง
คำแนะนำจากคุณหมอ: เมื่อทารกมีอาการอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการงดให้นมและน้ำทางปากทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวสำลักลงสู่ปอดและลดภาระการทำงานของลำไส้ที่กำลังอุดตัน จากนั้นรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้ที่สุดที่มีกุมารแพทย์หรือแพทย์ศัลยกรรมเด็ก เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพถ่ายรังสีและการรักษาที่รวดเร็วที่สุด

วิธีวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อทารกมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการประเมินสัญญาณชีพและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะการคลำช่องท้องเพื่อประเมินความตึงและหาความผิดปกติ ขั้นตอนการวินิจฉัยที่สำคัญ ได้แก่

  • การเอกซเรย์ช่องท้อง (Abdominal X-ray) เพื่อดูระดับการอุดตันของลำไส้ ปริมาณลมและน้ำในทางเดินอาหาร
  • การอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) เพื่อตรวจหาความผิดปกติของการเรียงตัวของลำไส้ หรือภาวะลำไส้กลืนกัน
  • การตรวจเลือด เพื่อประเมินภาวะขาดน้ำ ความสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย และการติดเชื้อ
  • การสวนแป้งแบเรียมหรือสารทึบรังสี (Contrast Enema or Upper GI Series) ในบางกรณีเพื่อยืนยันตำแหน่งที่เกิดการอุดตัน

ในด้านการรักษา ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค หากเป็นภาวะฉุกเฉินเช่นลำไส้บิดหมุนหรือลำไส้อุดตันรุนแรง แพทย์จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเร่งด่วนเพื่อแก้ไขการอุดตัน คืนการไหลเวียนเลือดสู่ลำไส้ และตัดเนื้อเยื่อส่วนที่เสียหายออกหากมีภาวะลำไส้เนตายร่วมด้วย ระหว่างการรักษากุมารแพทย์จะให้สารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำอย่างเคร่งครัด รวมถึงการใส่สายยางระบายกระเพาะอาหารเพื่อลดแรงดันภายในช่องท้อง

ข้อควรระวังและสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดที่บ้าน

เนื่องจากอาการท้องป๋องร่วมกับอาเจียนพุ่งสีเขียวเป็นโรคทางกายภาพของระบบทางเดินอาหาร การดูแลที่บ้านจึงมีข้อจำกัดและข้อควรระวังที่ผู้ปกครองต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของทารก

  • ห้ามซื้อยาขับลม ยาลดกรด หรือยาแก้ท้องอืดให้ทารกรับประทานเองเด็ดขาด เพราะยาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขภาวะอุดตันของลำไส้ได้ และอาจทำให้อาการล่าช้าจนโรครุนแรงขึ้น
  • ห้ามทำการสวนทวารหรือใช้นิ้ว/อุปกรณ์ใดๆ กระตุ้นเพื่อให้อุจจาระออก ยกเว้นภายใต้คำสั่งและการดูแลของแพทย์โดยตรง เนื่องจากอาจทำให้ลำไส้ที่กำลังบวมหรืออักเสบอยู่เกิดการทะลุได้
  • ห้ามฝืนป้อนนมหรือน้ำเกลือแร่ต่อ เมื่อทารกเริ่มอาเจียนพุ่ง ควรหยุดการให้อาหารทางปากทันทีเพื่อป้องกันการสำลักเข้าหลอดลม

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ปกครองในการสังเกตและดูแลทารก

สุขภาพและความปลอดภัยของทารกขึ้นอยู่กับความใส่ใจและการตัดสินใจที่รวดเร็วของผู้ปกครอง หากสังเกตพบว่าทารกมีอาการท้องป๋องตึงร่วมกับการอาเจียนพุ่งเป็นสีเขียว ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น การได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงทีจะช่วยชีวิตทารกและป้องกันความพิการหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารในระยะยาวได้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down