ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทารกท้องป๋องพุงกาง: ทำความเข้าใจสรีรวิทยาและข้อกังวลใจของคุณพ่อคุณแม่

ภาวะทารกท้องป๋องพุงกางเป็นหนึ่งในความกังวลใจอันดับต้นๆ ของคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดง เมื่อเห็นหน้าท้องของเจ้าตัวเล็กกลมโตยื่นออกมามากกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย มักจะเกิดความตื่นตระหนกและตั้งคำถามว่าลูกน้อยมีความผิดปกติทางระบบทางเดินอาหารหรือโรคประจำตัวร้ายแรงหรือไม่ ในทางการแพทย์ กุมารแพทย์ต้องทำการประเมินอย่างละเอียดเพื่อแยกแยะระหว่างลักษณะทางกายวิภาคตามธรรมชาติของทารกกับภาวะความผิดทางพยาธิสภาพที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน บทความนี้จึงถูกเรียบเรียงขึ้นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ครอบคลุมตั้งแต่กลไกการเกิด อาการแสดง ไปจนถึงแนวทางการดูแลรักษาและการสังเกตอาการเตือนอันตรายตามหลักวิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะท้องป๋องพุงกางในทารก

ลักษณะท้องป๋องหรือพุงกางในทารกแรกเกิดจนถึงวัยเตาะแตะ สามารถอธิบายได้ด้วยกลไกทางสรีรวิทยาและพยาธิสภาพหลายประการ ดังนี้

ลักษณะทางกายวิภาคตามธรรมชาติของทารก

ในวัยทารก กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Abdominal muscles) ยังมีความแข็งแรงไม่เต็มที่ผนังหน้าท้องจึงมีความยืดหยุ่นสูงและยังหย่อนตัว นอกจากนี้ ขนาดของอวัยวะภายในช่องท้อง เช่น ตับและลำไส้ มีสัดส่วนที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดช่องท้องโดยรวม ทำให้เมื่อทารกกินนมหรือมีแก๊สในทางเดินอาหาร หน้าท้องจึงขยายตัวและยื่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือเป็นภาวะปกติที่พบได้ทั่วไปและจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเด็กโตกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้น

ปัจจัยด้านระบบทางเดินอาหารและแก๊สในท้อง

ทารกมักมีปริมาณแก๊สในกระเพาะอาหารและลำไส้มากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากพฤติกรรมการดูดนมไม่ว่าจะเป็นจากเต้าหรือขวดนม ซึ่งอาจทำให้ทารกกลืนอากาศเข้าไปในปริมาณมาก ประกอบกับระบบเอนไซม์ย่อยอาหารและระบบการบีบตัวของลำไส้อยู่ในระหว่างการพัฒนา ทำให้เกิดภาวะท้องอืด (Flatulence) และมีลมในท้องมาก ส่งผลให้ท้องป่องตึงและร้องกวนจากอาการโคลิก (Colic)

สาเหตุจากพยาธิสภาพและความผิดปกติทางการแพทย์

ในกรณีที่ภาวะท้องป่องพุงกางไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ อาจมีสาเหตุมาจากโรคหรือความผิดปกติดังต่อไปนี้

  • ภาวะสะสมของเหลวในช่องท้อง (Ascites) จากโรคตับเรื้อรัง โรคไต หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
  • ก้อนเนื้อหรือเนื้องอกในช่องท้อง (Abdominal mass) เช่น เนื้องอกของต่อมหมวกไต (Neuroblastoma) หรือเนื้องอกในไต (Wilms tumor)
  • ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) หรือลำไส้อุดตัน ซึ่งมักมีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมด้วย
  • โรคฮิรช์สปรุง (Hirschsprung disease) หรือภาวะลำไส้ใหญ่ไม่มีปมประสาท ส่งผลให้ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติ ท้องจึงป่องขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  • ภาวะไส้เลื่อนที่สะดือ (Umbilical hernia) หรือไไส้เลื่อนที่ขาหนีบ (Inguinal hernia)

อาการแสดงสำคัญและการประเมินความผิดปกติ

การแยกแยะระหว่างท้องป๋องตามธรรมชาติกับท้องป่องจากโรค อาศัยการสังเกตลักษณะร่วมของอาการแสดงดังนี้

ลักษณะอาการปกติที่พบได้

หากทารกมีท้องป่องนิ่ม ไม่ตึงแน่นจนเกินไป กดแล้วไม่เจ็บ สามารถนิ่มยุบลงได้บ้าง เด็กอารมณ์ดี กินนมได้ตามปกติ นอนหลับได้ดี ขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะเป็นปกติ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัย ลักษณะดังกล่าวนี้มักเป็นสรีรวิทยาปกติที่ไม่อันตราย

ลักษณะอาการผิดปกติที่ต้องเฝ้าระวัง

หากทารกมีอาการท้องป่องร่วมกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ

  • ท้องตึงแข็งราวกับกลอง เมื่อเคาะจะมีเสียงโปร่งหรือทึบผิดปกติ
  • ทารกร้องกวนงอแงต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการอาเจียนพุ่ง (Projectile vomiting) หรืออาเจียนออกมาเป็นน้ำดีสีเขียวปน
  • ไม่ถ่ายอุจจาระหรือผายลมเลยหลังคลอด หรือมีอาการท้องผูกสลับท้องเสียรุนแรง
  • มีไข้ร่วมด้วย ซึมลง ไม่ยอมดูดนม
  • ผิวหนังบริเวณหน้าท้องตึงใส เห็นเส้นเลือดดำเด่นชัด หรือสะดือโป่งพองออกมารุนแรง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบว่าท้องของทารกโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น หรือมีอาการปวดท้องแสดงออกโดยการงอขาเข้าหาลำตัวตลอดเวลา ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด เพราะอาจเป็นภาวะลำไส้อุดตันหรือลำไส้เน่าตายที่ต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

คุณพ่อคุณแม่ควรนำตัวทารกเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากกุมารแพทย์ทันที หากพบอาการดังต่อไปนี้ ซึ่งจัดเป็นกลุ่มอาการวิกฤต (Red flag symptoms)

  • ทารกซึมลงปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น รกระหม่อมบุ๋มลึก ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • ตัวเขียว ปลายมือปลายเท้าเย็น
  • มีเลือดปนมากับอุจจาระ หรืออุจจาระมีสีดำสนิทคล้ายยางมะตอย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อทารกมาพบแพทย์ด้วยอาการท้องป่องพุงกาง กุมารแพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำ

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ประวัติการคลอด อาหารที่ได้รับ (นมแม่หรือนมผง) ลักษณะการขับถ่าย และระยะเวลาที่มีอาการท้องป่อง
  • การตรวจร่างกาย: การคลำช่องท้องเพื่อหาก้อนเนื้อ ความตึงของหน้าท้อง การฟังเสียงการบีบตัวของลำไส้ และการวัดรอบวงท้อง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภาวะติดเชื้อ การทำงานของตับและไต
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: การเอกซเรย์ช่องท้อง (Abdominal X-ray) เพื่อดูปริมาณแก๊สในลำไส้ ภาวะลำไส้อุดตัน หรือสิ่งแปลกปลอม และการอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) เพื่อดูโครงสร้างอวัยวะภายในอย่างละเอียด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะท้องป๋องพุงกางขึ้นอยู่กับสาเหตุที่วินิจฉัยพบ โดยแบ่งเป็นแนวทางหลักดังนี้

การรักษาตามสาเหตุ

หากเกิดจากแก๊สในทางเดินอาหาร แพทย์อาจพิจารณาให้ยาขับลมหรือยาลดแก๊สที่ปลอดภัยในทารก หากเกิดจากภาวะติดเชื้อจะทำการให้ยาปฏิชีวนะภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด แต่หากตรวจพบความผิดปกติทางกายวิภาค เช่น ลำไส้อุดตันหรือโรคฮิรช์สปรุง อาจจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านเด็ก

การดูแลและพยาบาลทารกเบื้องต้นที่บ้าน

  • จัดท่าอุ้มเรอหลังมื้อนมทุกครั้ง เพื่อช่วยระบายลมออกจากกระเพาะอาหาร
  • การนวดท้องเบาๆ ด้วยเทคนิควงกลมตามเข็มนาฬิกา เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้และช่วยขับลม
  • การทำ Bicycle legs โดยการขยับขาของทารกเบาๆ เหมือนปั่นจักรยาน เพื่อช่วยลดอาการท้องอืด
  • เลือกใช้นมสูตรที่ย่อยง่ายตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ในกรณีที่ทารกมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยแลคโตส
คำแนะนำจากคุณหมอ: การใช้มหาหัตถ์หรือน้ำมันหอมระเหยทาหน้าท้องเพื่อขับลม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารระคายเคืองและมีความปลอดภัยสูงสำหรับผิวทารกแรกเกิด และควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนใช้ยาทุกชนิด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทารก มีข้อปฏิบัติที่ต้องเคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามซื้อยาขับลม ยาแก้ท้องอืด หรือยาระบายให้ทารกรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากขนาดยาและความปลอดภัยต้องประเมินโดยแพทย์เท่านั้น
  • ห้ามทำการสวนทวารหรือใช้อุปกรณ์ใดๆ สอดเข้าทางทวารหนักของทารกเพื่อกระตุ้นการขับถ่ายเอง เพราะอาจทำให้ลำไส้ทะลุหรือเกิดการบาดเจ็บรุนแรง
  • ห้ามกดหรือคลำหน้าท้องของทารกด้วยความรุนแรง เพราะอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะภายในที่กำลังเติบโต

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพทางเดินอาหารระยะยาว

การดูแลสุขภาพทางเดินอาหารของทารกให้แข็งแรงตั้งแต่แรกเกิด สามารถทำได้โดยการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารและภูมิคุ้มกันที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คุณแม่ที่ให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดแก๊สในปริมาณมากหากสังเกตว่าส่งผ่านไปยังทารกแล้วทำให้ลูกมีอาการท้องอืดมากขึ้น

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down