ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจลูกเป็นหนองในติดจากอะไรได้บ้างและภาพรวมทางการแพทย์

โรคหนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infection) ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไนซีเรีย โกโนร์เรียอี (Neisseria gonorrhoeae) แม้ว่าโรคนี้จะเป็นที่คุ้นเคยในกลุ่มผู้ใหญ่ แต่วิทยาทางการแพทย์พบว่าสามารถเกิดขึ้นในเด็กและทารกได้เช่นกัน ซึ่งสร้างความตกใจและกังวลใจให้กับพ่อแม่เป็นอย่างมาก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ แนวทางการรักษา ตลอดจนการใช้ยาอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องสุขภาพของเด็ก

สาเหตุและกลไกการติดเชื้อหนองในในเด็กและทารก

การที่เด็กหรือทารกตรวจพบการติดเชื้อหนองในนั้น มีเส้นทางการรับเชื้อที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ โดยแพทย์จะแบ่งตามช่วงอายุของเด็กดังนี้

  • การติดเชื้อจากมารดาขณะคลอด (Perinatal Transmission): พบได้บ่อยที่สุดในทารกแรกเกิด โดยติดเชื้อผ่านทางช่องคลอดของมารดาที่มีเชื้อหนองในขณะคลอดธรรมชาติ ทำให้ทารกได้รับเชื้อบริเวณเยื่อบุตา ช่องปาก หรือทางเดินหายใจส่วนบน ส่งผลให้เกิดโรคตาอักเสบจากหนองใน (Ophthalmia neonatorum) หรือการติดเชื้อบริเวณอื่น
  • การล่วงละเมิดทางเพศ (Child Sexual Abuse): ในเด็กโตหรือเด็กเล็กที่ไม่ได้ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด การพบโรคหนองในถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญมากและต้องได้รับการสอบสวนโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ เนื่องจากส่วนใหญ่เกิดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • การสัมผัสสิ่งของปนเปื้อนในกรณีอ้อม: แม้จะพบน้อยมากและเป็นที่ถกเถียงทางการแพทย์ แต่การใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะอาจเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่แพทย์จะให้น้ำหนักไปที่สองสาเหตุแรกมากกว่า

อาการแสดงและระยะของโรคที่ต้องสังเกต

อาการของโรคหนองในในเด็กจะมีความแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่ติดเชื้อและอายุของเด็ก

  • การติดเชื้อที่ดวงตาในทารกแรกเกิด: มักปรากฏอาการภายในสองถึงห้าวันหลังคลอด โดยจะมีอาการตาแดงจัด หนังตาบวมเป่ง และมีหนองสีเหลืองหรือเขียวข้นไหลออกมาจากดวงตาอย่างต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจลุกลามจนเกิดแผลที่กระจกตาและตาบอดได้
  • การติดเชื้อที่อวัยวะเพศหรือทางเดินปัสสาวะ: เด็กอาจมีอาการเจ็บหรือแสบเวลาปัสสาวะ มี หนอง ไหลออกมาจากอวัยวะเพศ หรือมีตกขาวผิดปกติในเด็กผู้หญิง
  • การติดเชื้อบริเวณทวารหนักหรือลำคอ: อาจทำให้เด็กมีอาการเจ็บคอเรื้อรังต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีอาการเจ็บ คัน และมีสารคัดหลั่งบริเวณทวารหนัก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการผิดปกติเหล่านี้ในเด็ก ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด เพราะเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและลุกลามไปยังข้อต่อหรืออวัยวะภายใน ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

พ่อแม่และผู้ดูแลต้องรีบพาเด็กไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางทันทีหากพบอาการดังต่อไปนี้

  • ทารกแรกเกิดมีอาการตาบวมแดงและมีหนองไหลออกมาจากตาอย่างรวดเร็ว
  • เด็กมีไข้สูงร่วมกับอาการปวดบวมตามข้อต่อต่างๆ
  • เด็กปัสสาวะไม่ออก ร้องกวนด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
  • มีเลือดหรือสารคัดหลั่งผิดปกติจากอวัยวะเพศหรือทวารหนัก
  • เด็กซึมลง ไม่ยอมดื่มนมหรือรับประทานอาหาร อาการแสดงถึงภาวะติดเชื้อรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล แพทย์จะทำการวินิจฉัยอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อยืนยันการติดเชื้อ

  • การซักประวัติอย่างละเอียดและการตรวจร่างกายทั่วไป
  • การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากบริเวณที่มีอาการ เช่น หนองจากดวงตา ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ หรือทวารหนัก เพื่อนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  • การย้อมสีแกรม (Gram Stain) เพื่อดูรูปร่างของเชื้อแบคทีเรียเบื้องต้น
  • การเพาะเชื้อ (Culture) และการทดสอบความไวของยา เพื่อเลือกยาปฏิชีวนะที่กำจัดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • การส่งตรวจเพิ่มเติมตามมาตรฐานทางการแพทย์เมื่อพบความเสี่ยงของการล่วงละเมิดทางเพศ

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและการใช้อย่างปลอดภัย

การรักษาโรคหนองในจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มีความสามารถในการดื้อยาค่อนข้างสูง

  • กลุ่มยาเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins): เช่น ยาซีฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) ซึ่งเป็นยาหลักที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาโรคหนองในทั้งในทารกและเด็ก โดยมักให้ในรูปแบบของการฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือทางหลอดเลือดดำตามความรุนแรงของโรค
  • ยาปฏิชีวนะเสริม: ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่นร่วมด้วย เช่น อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) เพื่อครอบคลุมการติดเชื้อร่วม เช่น โรคหนองในเทียม (Chlamydia)
  • การรักษาเฉพาะที่: สำหรับทารกที่มีอาการทางตา แพทย์จะทำการล้างทำความสะอาดดวงตาด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้ออย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับหยอดหรือป้ายยาปฏิชีวนะเฉพาะที่
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการของเด็กจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพราะหากให้ยาไม่ครบตามกำหนด เชื้อแบคทีเรียอาจไม่ถูกกำจัดจนหมดสิ้น ส่งผลให้โรคกลับมาเป็นซ้ำและดื้อยา ซึ่งจะทำให้การรักษาในครั้งต่อไปมีความยากลำบากยิ่งขึ้น

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามน้ำหนักตัว

การคำนวณขนาดยาในเด็กถือเป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูงมาก แพทย์จะเป็นผู้กำหนดขนาดยาตามน้ำหนักตัว (Milligram per Kilogram) ของเด็กอย่างแม่นยำ

  • ยาซีฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) สำหรับทารกแรกเกิดที่มีภาวะตาอักเสบจากหนองใน จะได้รับยาตามน้ำหนักตัวและคำนวณโดสโดยกุมารแพทย์อย่างเข้มงวด
  • ในเด็กโต ขนาดยาจะถูกปรับตามน้ำหนักตัวและระดับความรุนแรงของการติดเชื้อ โดยผู้ปกครองต้องป้อนยาหรือดูแลการรับยาตามเวลาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

ในระหว่างการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เด็กอาจมีอาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือมีผื่นแพ้ทางผิวหนัง หากผู้ปกครองสังเกตพบอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก ปากบวม ตาบวม หรือมีผื่นลมพิษกระจายทั่วตัว ควรรีบนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจเป็นภาวะแพ้ยาที่รุนแรง

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

มีข้อควรระวังสูงสุดทางการแพทย์เกี่ยวกับยาที่ห้ามซื้อให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด ได้แก่

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง: การใช้ยาปฏิชีวนะผิดกลุ่มหรือขนาดไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่สามารถรักษาโรคหนองในให้หายได้แล้ว ยังเป็นการเร่งให้เชื้อแบคทีเรียเกิดการดื้อยา ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว
  • ยาแก้ปวดลดไข้บางชนิด: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเพื่อลดไข้เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อตับและสมอง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อหนองในในเด็กสามารถทำได้ผ่านแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • การตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย เพื่อให้ได้รับการรักษาก่อนคลอด ป้องกันการถ่ายทอดเชื้อสู่ทารกแรกเกิด
  • การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดภายในครอบครัว
  • การเฝ้าระวังและปกป้องเด็กจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างใกล้ชิด
  • การสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็ก
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
1. สังเกตความผิดปกติบริเวณดวงตา อวัยวะเพศ และปัสสาวะของเด็กอยู่เสมอ
2. หากพบอาการน่าสงสัย ห้ามซื้อยาให้เด็กทานเองเด็ดขาด ต้องพบแพทย์ทันที
3. ปฏิบัติตามแผนการรักษาและให้ยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดครบโดส
4. พาเด็กมาติดตามอาการตามนัดหมายของแพทย์เพื่อประเมินความหายขาดของโรค
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down