ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเป็นหนองในตั้งแต่อายุน้อยๆ เกิดขึ้นได้อย่างไรและมีความรุนแรงแค่ไหน

ภาวะการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะโรคหนองใน (Gonorrhea) ถือเป็นสถานการณ์ทางการแพทย์ที่สร้างความตกใจและกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เมื่อลูกเป็นหนองในตั้งแต่อายุน้อยๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและทำความเข้าใจถึงกลไกการเกิดโรคอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ โรคหนองในเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เนสซีเรีย โกโนร์เรียอี (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมลบรูปถั่วเขียวที่มักอาศัยอยู่บริเวณเยื่อบุเมือกของร่างกาย เช่น ท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ทวารหนัก เยื่อบุตา และลำคอ

ในเด็กโตหรือวัยรุ่น การติดืเชื้อชนิดนี้มักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่ในเด็กเล็ก ทารกแรกเกิด หรือเด็กวัยเตาะแตะ การพบว่าลูกเป็นหนองในตั้งแต่อายุน้อยๆ เกิดขึ้นได้จากสองเส้นทางหลัก คือ การติดเชื้อจากมารดาขณะคลอดบุตรผ่านทางช่องคลอดที่มีการติดเชื้อ (Vertical Transmission) ซึ่งมักแสดงอาการผ่านการอักเสบอย่างรุนแรงที่ดวงตา (Gonococcal Ophthalmia Neonatorum) หรือการติดเชื้อบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจและอวัยวะเพศ และอีกกรณีหนึ่งที่สำคัญและต้องได้รับการสอบสวนอย่างละเอียดคือ การรับเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดหรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางกฎหมายและสังคมที่ต้องอาศัยทีมสหวิชาชีพทั้งแพทย์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม นักสังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมมือกันดูแลอย่างใกล้ชิด

อาการสำคัญและระยะของโรคเมื่อเด็กเล็กติดเชื้อหนองใน

อาการแสดงของเด็กที่ป่วยเป็นโรคหนองในจะมีความแตกต่างกันไปตามอายุและบริเวณที่ได้รับเชื้อ โดยในทารกแรกเกิดที่ติดเชื้อผ่านทางช่องคลอดของมารดา มักจะเริ่มแสดงอาการภายในสองถึงห้าวันหลังคลอด อาการเด่นชัดที่สุดคือการอักเสบติดเชื้อที่ดวงตาอย่างรุนแรงทั้งสองข้าง (Neonatal Conjunctivitis) โดยจะมีอาการตาแดงจัด หนังตาบวมเป่ง และมีหนองสีเหลืองหรือเขียวข้นไหลออกมาตลอดเวลา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เชื้อแบคทีเรียนี้สามารถลุกลามเข้าไปทำลายกระจกตา ทำให้เกิดแผลที่กระจกตา แก้วตา

ทะลุ และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

ในเด็กโตหรือเด็กวัยเตาะแตะที่ติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ จะพบอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองสีเหลืองหรือขาวข้นไหลออกจากท่อปัสสาวะหรือช่องคลอด มีอาการคัน แดง บริเวณอวัยวะเพศ หรือมีตกขาวผิดปกติที่มีกลิ่นเหม็น หากมีการติดเชื้อที่ทวารหนัก เด็กจะมีอาการเจ็บปวดเวลากล่ายอุจจาระ มีมูกหรือหนองปนออกมากับอุจจาระ และหากมีการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือข้อต่อ (Disseminated Gonococcal Infection) เด็กจะมีอาการไข้สูง ข้อบวมแดง ปวดเจ็บมากจนขยับตัวไม่ได้ และอาจมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ซึ่งถือเป็นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที: หากพบว่าทารกแรกเกิดมีอาการตาบวมเป่ง มีหนองไหลออกจากตาจำนวนมาก หรือในเด็กโตมีหนองไหลจากอวัยวะเพศ มีไข้สูง ซึม ไม่ยอมรับประทานอาหาร ปัสสาวะไม่ออก หรือมีอาการปวดบวมตามข้อต่อต่างๆ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดเพราะเชื้ออาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและอวัยวะภายใน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการค้นหาความจริง

เมื่อแพทย์รับตัวเด็กที่มีอาการสงสัยว่าจะติดเชื้อหนองในเข้ามารักษา ขั้นตอนแรกคือการซักประวัติอย่างละเอียดโดยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการติดเชื้อ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดทั้งบริเวณดวงตา ช่องปาก อวัยวะเพศ และทวารหนัก เพื่อประเมินความรุนแรงของการอักเสบและการแพร่กระจายของเชื้อ

ในด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะใช้วิธีการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง บริเวณที่มีหนองหรือรอยโรค ไปทำการตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้:

  • การย้อมสีแกรม (Gram Stain): เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียแกรมลบรูปเมล็ดถั่วเขียวภายในเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งให้ผลเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว
  • การเพาะเชื้อ (Culture): นำสารคัดหลั่งไปเพาะเลี้ยงบนอาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะ เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อแบคทีเรียและทำการทดสอบความไวของยาปฏิชีวนะ (Antibiotic Susceptibility Testing)
  • การตรวจด้วยวิธีพีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction - PCR): เป็นวิธีที่มีความไวและความจำเพาะสูงมาก สามารถตรวจหาพันธุกรรมของเชื้อหนองในได้อย่างแม่นยำแม้จะมีปริมาณเชื้อน้อย
  • การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ร่วมด้วย: เนื่องจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อหนองในมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้ออื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เชื้อซิฟิลิส (Syphilis) เชื้อเอชไอวี (HIV) หรือเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia) แพทย์จึงต้องส่งตรวจเลือดและสารคัดหลั่งเพื่อคัดกรองโรคเหล่านี้ไปพร้อมกัน

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษา ขนาดยา และวิธีการใช้อย่างปลอดภัย

การรักษาโรคหนองในในเด็กเล็กและทารกมีความซับซ้อนและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดเชื้ออย่างใกล้ชิด เนื่องจากร่างกายของเด็กยังมีการพัฒนาไม่เต็มที่และการขับยาออกจากร่างกายมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ โดยหลักการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic Therapy) ที่ตรงกับความไวของเชื้อ เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียให้หมดไปจากร่างกายอย่างเด็ดขาด

1. ยากลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins): เป็นยาหลักในการรักษาโรคหนองในปัจจุบัน เนื่องจากเชื้อหนองในส่วนใหญ่เริ่มดื้อต่อยาในกลุ่มเพนิซิลลินและเตไซคลีน โดยกุมารแพทย์มักจะพิจารณาใช้ยาเซฟไตรแอกโซน (Ceftriaxone) ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือทางหลอดเลือดดำ

  • ขนาดยาเซฟไตรแอกโซนสำหรับทารกแรกเกิด: ในกรณีที่เด็กเป็นทารกแรกเกิดที่มีภาวะติดเชื้อที่ตา (Ophthalmia Neonatorum) ขนาดยาจะอยู่ที่ 25 ถึง 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว (Single Dose) โดยขนาดยารวมสูงสุดไม่เกิน 125 มิลลิกรัม และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในทารกที่มีภาวะตัวเหลือง (Neonatal Jaundice)
  • ขนาดยาเซฟไตรแอกโซนสำหรับเด็กโต: หากเป็นเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 45 กิโลกรัม จะให้ยาในขนาด 25 ถึง 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว (ขนาดสูงสุดไม่เกิน 125 ถึง 250 มิลลิกรัมขึ้นอยู่กับความรุนแรง) แต่หากเด็กมีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป อาจพิจารณาใช้ขนาดยาเทียบเท่าผู้ใหญ่คือ 250 ถึง 500 มิลลิกรัมฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว

2. ยารักษาการติดเชื้อร่วม (Co-treatment for Chlamydia): เนื่องจากผู้ป่วยโรคหนองในมักจะมีการติดเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia trachomatis) ร่วมด้วยบ่อยครั้ง แพทย์จึงมักจะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) เช่น ยาอีริโทรมัยซิน (Erythromycin) หรือยาด็อกซีไซคลิน (Doxycycline ในเด็กโตอายุเกิน 8 ปีขึ้นไป) ร่วมด้วยตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

3. การรักษาเฉพาะที่บริเวณดวงตา: ในกรณีทารกแรกเกิดที่มีการติดเชื้อที่ตา นอกจากจะได้รับยาฉีดเข้าสู่ร่างกายแล้ว พยาบาลและแพทย์จะทำการล้างตาด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) อย่างสม่ำเสมอเพื่อกำจัดหนองและสารคัดหลั่งออกให้หมด และอาจมีการใช้ยาหยอดตาหรือขี้ผึ้งป้ายตาปฏิชีวนะ เช่น ยาอีริโทรมัยซินชนิดป้ายตา เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรักษา

คำแนะนำจากคุณหมอ: การรักษาโรคหนองในจำเป็นต้องได้รับยาตามขนาดที่แพทย์คำนวณจากน้ำหนักตัวอย่างแม่นยำ ห้ามปรับลดหรือเพิ่มขนาดยาเอง และต้องมารับการตรวจติดตามผลการรักษาซ้ำตามนัดหมายทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดออกจากร่างกายจนหมดสิ้นแล้วจริงๆ

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาและการดูแลติดตามอาการ

ในระหว่างและภายหลังการได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรคหนองใน พ่อแม่ผู้ปกครองควรสังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากตัวยาอย่างใกล้ชิด โดยผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปจากยาเซฟไตรแอกโซน ได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือมีผื่นแพ้ผิวหนังเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยาตัวนี้อาจเข้าไปแย่งจับกับโปรตีนในเลือด ทำให้เกิดภาวะบิลิรูบินในเลือดสูงและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ kernicterus ในทารกแรกเกิดได้ แพทย์จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการคำนวณขนาดยาและการเลือกใช้ในทารกกลุ่มนี้

สำหรับการดูแลที่บ้าน หากเด็กมีอาการท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ห้ามซื้อยาหยุดท้องเสียให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด ควรให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรในการให้โปริก (Probiotics) ที่เหมาะสมเพื่อปรับสมดุลลำไส้ ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดการรักษา แพทย์จะต้องทำการตรวจหาเชื้อซ้ำ (Test of Cure) อีกครั้งหลังจากรักษาหายแล้วประมาณเจ็ดถึงสองสัปดาห์ เพื่อยืนยันว่าไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่ และป้องกันการกลับมาติดเชื้อซ้ำหรือการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาดและข้อควรระวังสำคัญทางการแพทย์

การจัดการกับโรคหนองในในเด็กเล็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยของยาอย่างเคร่งครัด สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการที่พ่อแม่ผู้ปกครองไปหาซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมากรับประทานให้เด็กเองจากร้านขายยา เนื่องจากสาเหตุสำคัญดังต่อไปนี้:

  • ปัญหาเชื้อดื้อยา (Antibiotic Resistance): เชื้อแบคทีเรียเนสซีเรีย โกโนร์เรียอี เป็นเชื้อที่มีการกลายพันธุ์และดื้อยาได้ง่ายมาก หากใช้ยาไม่ถูกต้องตามขนาด ไม่ครบโดส หรือใช้ยาที่ไม่ตรงกับชนิดของเชื้อ จะทำให้เชื้อเกิดการดื้อยา ทำให้การรักษาในครั้งต่อไปทำได้ยากยิ่งขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อเรื้อรัง
  • ยาอันตรายที่ห้ามใช้ในเด็กเล็ก: ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม เช่น ยากลุ่มเตไซคลิน (Tetracyclines) เช่น ด็อกซีไซคลิน ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่าแปดปีเด็ดขาด เนื่องจากยาจะเข้าไปจับกับแคลเซียมในกระดูกและฟัน ทำให้ฟันของเด็กเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถาวรและรบกวนการเจริญเติบโตของกระดูก
  • ผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยาผิดขนาด: การใช้ยาปฏิชีวนะขนาดสูงเกินไปในเด็กเล็กอาจส่งผลให้การทำงานของตับและไตล้มเหลว เกิดอาการแพ้ยารุนแรง (Anaphylaxis) หรือเกิดผื่นแพ้ทางผิวหนังชนิดรุนแรงอันตรายถึงชีวิต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อหนองในในเด็กเล็กเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ทุกคนต้องได้รับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอในระหว่างฝากครรภ์ หากพบว่ามีการติดเชื้อจะต้องได้รับการรักษาจนหายสนิทก่อนคลอด เพื่อป้องกันการติดเชื้อไปสู่ทารกแรกเกิดขณะคลอดผ่านทางช่องคลอด นอกจากนี้ ในกรณีของทารกแรกเกิด โรงพยาบาลทุกแห่งจะมีมาตรฐานในการหยอดตาป้องกันการติดเชื้อที่ตาด้วยยาปฏิชีวนะหรือสารละลายซิลเวอร์ไนเตรตตั้งแต่วินาทีแรกเกิด

ในส่วนของเด็กโตและเด็กวัยเตาะแตะ การป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัสหรือการล่วงละเมิดทำได้โดยการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่กับบุคคลแปลกหน้าตามลำพัง และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการปกป้องร่างกายตนเองเมื่อเด็กเริ่มเติบโตขึ้น รวมถึงการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down