ทำไมต้องแผลอักเสบเรื้อรังและภาวะมีหนองในเด็ก
ภาวะแผลอักเสบเรื้อรังที่มีการติดเชื้อและมีหนองในเด็กถือเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก หนองที่เกิดขึ้นในแผลเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงกระบวนการอักเสบและการต่อสู้ระหว่างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกับเชื้อโรค โดยเฉพาะแผลที่เรื้อรังและไม่ยอมหายตามระยะเวลาปกติ มักเกิดจากการดูแลรักษาความสะอาดที่ไม่ถูกวิธี การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือมีสิ่งแปลกปลอมตกค้างภายในแผล การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคและวิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้แผลลุกลามไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเกิดแผลเป็นขนาดใหญ่
สาเหตุและกลไกการเกิดแผลอักเสบเรื้อรังและหนอง
แผลอักเสบเรื้อรังและมีหนองในเด็กมักมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส หรือเชื้อสเตรปโตค็อกคัส ซึ่งมักเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลถลอก แผลขีดข่วน หรือรอยแมลงสัตว์กัดต่อยที่เด็กเกาจนเกิดแผลเปิด เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งเม็ดเลือดขาวเข้ามาต่อสู้กับเชื้อโรค เกิดเป็นกระบวนการอักเสบ บวม แดง ร้อน และกลายเป็นหนอง ซึ่งประกอบด้วยซากเม็ดเลือดขาวและเนื้อเยื่อที่ตายไป นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสุขภาพของเด็ก เช่น ภาวะทุพโภชนาการ โรคเบื้องต้นอย่างโรคภูมิแพ้ผิวหนัง หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็มีส่วนทำให้แผลหายช้าและติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น
ลักษณะอาการและระยะการดำเนินของแผลติดเชื้อ
การสังเกตอาการของแผลอักเสบช่วยให้ผู้ปกครองสามารถประเมินความรุนแรงและให้การช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที โดยอาการสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
- ระยะเริ่มแรก: ผิวรอบแผลมีอาการบวมแดงเล็กน้อย รู้สึกเจ็บหรือคันเมื่อสัมผัส บริเวณแผลเริ่มมีความอุ่นมากกว่าปกติ
- ระยะอักเสบเด่นชัด: แผลบวมแดงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีของเหลวขุ่นหรือมีหนองสีเหลืองหรือสีเขียวไหลซึมออกมาจากแผล เด็กจะมีอาการเจ็บปวดแผลมากยิ่งขึ้น และอาจเริ่มมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย
- ระยะลุกลามหรือเรื้อรัง: หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แผลจะขยายวงกว้างขึ้น มีเนื้อเยื่อตายสีดำหรือสีเหลืองปกคลุม หนองมีปริมาณมากและมีกลิ่นเหม็น ขอบแผลแข็งกระด้าง และใช้เวลานานเกินสองสัปดาห์ก็ยังไม่แสดงสัญญาณของการสมานตัว
วิธีดูแลและทำแผลที่บ้านอย่างถูกสุขลักษณะ
การดูแลแผลที่มีหนองและอักเสบเรื้อรังเบื้องต้นที่บ้านต้องอาศัยความสะอาดและความปราศจากเชื้ออย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายและช่วยให้แผลฟื้นตัวได้เร็วขึ้น มีขั้นตอนการปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนและหลังการสัมผัสแผลของเด็ก
- ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อสำหรับล้างแผลโดยเฉพาะ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์ความเข้มข้นสูงหรือทิงเจอร์ไอโอดีนโดยตรงบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนที่กำลังสร้างตัว เพราะอาจทำให้เซลล์ผิวหนังเสียหายและแผลหายช้าลง
- ซับบริเวณรอบแผลให้แห้งสนิทด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อเบาๆ
- ทายาปฏิชีวนะชนิดขี้ผึ้งตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร (หากแพทย์พิจารณาให้ใช้)
- ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดและปิดทับด้วยเทปทางการแพทย์เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก ควรเปลี่ยนผ้าพันแผลอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง หรือเปลี่ยนทันทีหากผ้าก๊อซเปียกชื้นหรือเปื้อนหนอง
สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลแผลเด็ก
การดูแลเด็กที่มีแผลอักเสบเรื้อรังมีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามที่เคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก
- สิ่งที่ควรทำ: สังเกตปริมาณหนอง สีของแผล และอาการรอบแผลอย่างใกล้ชิดทุกวัน ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน โดยเฉพาะโปรตีนและวิตามินซีซึ่งมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและสมานแผล
- ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามนำสมุนไพร ผงยาพื้นบ้าน หรือยาสปแปลกปลอมมาโรยบนแผลเปิดเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง แผลติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราเพิ่มเติม และทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ยากขึ้น ห้ามปล่อยให้แผลสกปรกหรือปล่อยให้เด็กแกะสะเก็ดแผล
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ผู้ปกครองต้องพาไปพบแพทย์โดยด่วน เนื่องจากอาจเป็นการติดเชื้อที่ลุกลามและเป็นอันตรายถึงชีวิต
- มีไข้สูงหนาวสั่น หรือไข้ไม่ยอมลด
- อาการบวม แดง ร้อน บริเวณแผลลามขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือมีแนวเส้นสีแดงกระจายออกจากแผล
- เด็กมีอาการซึมลง งอแงผิดปกติ ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนม
- แผลมีกลิ่นเหม็นรุนแรง หรือมีเนื้อเยื่อตายสีดำบริเวณก้นแผล
- อาการไม่ดีขึ้นหรือไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นภายในสองถึงสามวันแม้จะดูแลทำความสะอาดอย่างดีแล้วก็ตาม
การวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติระยะเวลาที่เป็นแผล ตรวจร่างกายอย่างละเอียด และอาจพิจารณา ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การเพาะเชื้อจากหนองในแผล เพื่อหาชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่แน่นอนและเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับโรค การรักษาหลักทางการแพทย์อาจรวมถึงการให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือชนิดฉีด การทำแผลโดยบุคลากรทางการแพทย์อย่างถูกวิธี และในบางรายที่มีหนองสะสมอยู่ปริมาณมาก แพทย์อาจจำเป็นต้องทำการกรีดเปิดแผลและระบายหนองออกภายใต้การควบคุมความปลอดเชื้อที่ได้มาตรฐาน
วิธีป้องกันการเกิดแผลอักเสบเรื้อรังในอนาคต
การป้องกันสามารถทำได้โดยการดูแลสุขอนามัยพื้นฐานของเด็กอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเด็กเกิดบาดแผลถลอก ขีดข่วน หรือแผลจากอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ควรล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที ใส่ยาฆ่าเชื้อเบื้องต้น และปิดแผลเพื่อป้องกันสิ่งสกปรก นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ