ความสำคัญและภาพรวมของอาการตกขาวผิดปกติในเด็ก
อาการตกขาวผิดปกติหรือการมีหนองไหลออกจากช่องคลอดในเด็กเป็นเรื่องที่สร้างความตกใจและกังวลใจให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เนื่องจากโดยปกติแล้วเด็กผู้หญิงก่อนวัยเจริญพันธุ์จะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ ทำให้เยื่อบุช่องคลอดบางและไม่มีประจำเดือน ภาวะตกขาวปกติจึงแทบไม่พบหรือมีน้อยมาก หากเด็กมีอาการตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น มีหนอง หรือมีเลือดปน จึงถือเป็นสัญญาณเตือนที่แพทย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อ การอักเสบ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections) ที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน
สถิติและความเสี่ยงในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กโต
ความเสี่ยงของการเกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศในเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ กายวิภาคของเด็กเล็กที่มีช่องคลอดอยู่ใกล้ทวารหนัก ท่อปัสสาวะสั้น และเยื่อบุช่องคลอดที่ยังบอบบาง ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ปัจจัยด้านสุขอนามัยที่ไม่ถูกวิธี เช่น การเช็ดทำความสะอาดจากหลังมาหน้า หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมระคายเคือง ล้วนเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย นอกจากนี้ในกรณีที่พบหนองหรือเชื้อโรคจำเพาะในเด็ก อาจต้องเฝ้าระวังประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศอย่างละเอียดและรอบคอบ
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตกขาวผิดปกติและหนองในเด็ก
การเกิดสารคัดหลั่งที่ผิดปกติหรือหนองในช่องคลอดเด็ก เกิดจากเชื้อโรคหลายกลุ่มที่เข้าสู่ระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะ โดยสามารถแบ่งออกเป็นสาเหตุหลักได้ดังนี้
การติดเชื้อแบคทีเรียและโรคหนองใน
เชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุสำคัญของอาการมีหนอง โดยเฉพาะเชื้อหนองในแท้ (Neisseria gonorrhoeae) และเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia trachomatis) ซึ่งหากพบในเด็กมักเกิดจากการติดเชื้อจากการคลอดผ่านช่องคลอดของมารดาที่มีเชื้อ หรือในเด็กโตอาจเกิดจากการสัมผัสหรือการล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียชนิดอื่นที่ทำให้เกิดภาวะช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis) ซึ่งทำให้เกิดตกขาวมีกลิ่นคาวปลา
การติดเชื้อจากสิ่งแปลกปลอมและสุขอนามัย
เด็กเล็กมักมีความซนและอาจเผลอใส่วัตถุแปลกปลอม เช่น ชิ้นส่วนของเล่น กระดาษทิชชู หรือสำลี เข้าไปในช่องคลอดโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะไปขัดขวางการระบายของสารคัดหลั่ง ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ส่งผลให้มีตกขาวปริมาณมาก มีสีเหลืองเขียว มีหนองปน และมีกลิ่นเหม็นรุนแรง
อาการสำคัญและสัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต
อาการแสดงเริ่มต้นมักเริ่มจากการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ เด็กอาจบ่นแสบ คัน หรือเจ็บเวลานี่ปัสสาวะ ต่อมาจะมีสารคัดหลั่งเปลี่ยนสี เช่น สีเหลือง สีเขียว สีเทา หรือมีลักษณะข้นคล้ายหนอง บางรายอาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอด เด็กเล็กที่ไม่สามารถบอกอาการได้อาจแสดงออกด้วยการร้องกวน งอแง เอามือเกาหรือพยายามถูบริเวณอวัยวะเพศบ่อยครั้ง และมีกลิ่นเหม็นอับบริเวณผ้าอ้อม
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับอาการ ระยะเวลา ลักษณะของตกขาว สุขอนามัยส่วนบุคคล ประวัติการใช้ห้องน้ำร่วม และประวัติสุขภาพในครอบครัว จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายภายนอกบริเวณอวัยวะเพศอย่างนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการตรวจภายในที่รุกเกินความจำเป็นในเด็กเล็ก เว้นแต่มีความจำเป็นจริงๆ
- การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง (Swab Test) เพื่อนำไปย้อมสีแกรมเพาะเชื้อหาชนิดของแบคทีเรีย เชื้อรา หรือโรคหนองใน
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เพื่อประเมินการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย
- การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องน้อย ในกรณีที่สงสัยว่ามีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในช่องคลอด
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโรคหนองใน แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่เหมาะสมกับวัยและน้ำหนักตัวของเด็ก ในรูปแบบรับประทานหรือฉีดตามความรุนแรงของโรค สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องให้เด็กทานยาให้ครบตามกำหนดของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาเหน็บช่องคลอดมาให้เด็กใช้เองเด็ดขาด เนื่องจากเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ การใช้ยาผิดประเภทหรือผิดขนาดยาอาจส่งผลเสียต่อเยื่อบุอวัยวะเพศที่บอบบางและทำให้เชื้อดื้อยาได้ นอกจากนี้ หากพบว่ามีหนองหรือสงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ่อแม่ต้องไม่ตื่นตระหนกจนแสดงอาการรุนแรงต่อหน้าเด็ก แต่ต้องรีบปรึกษากุมารแพทย์และทีมสหวิชาชีพเพื่อประเมินความปลอดภัยของเด็กในทุกด้านอย่างละเอียด
วิธีป้องกันและการสร้างสุขอนามัยที่ดีในเด็ก
การป้องกันสามารถทำได้โดยการปลูกฝังสุขอนามัยที่ถูกต้องให้แก่เด็ก ดังนี้
- สอนให้เด็กทำความสะอาดอวัยวะเพศและก้นด้วยวิธีเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังทุกครั้งหลังขับถ่าย
- เลือกสวมกางเกงชั้นในผ้าฝ้าย (Cotton) ระบายอากาศได้ดี ไม่คับแน่นจนเกินไป
- ระมัดระวังเรื่องการใช้ห้องน้ำสาธารณะ สอนให้เด็กหลีกเลี่ยงการนั่งราบกับโถส้วมสาธารณะที่สกปรก
- สังเกตความผิดปกของร่างกายเด็กอย่างสม่ำเสมอ และเปิดโอกาสให้เด็กกล้าเล่าความผิดปกติให้พ่อแม่ฟัง