ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขความจริงทางการแพทย์ ลูกเป็นหนองในเทียมต่างจากหนองในแท้อย่างไร

ในปัจจุบันปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในกลุ่มผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังสามารถพบได้ในเด็กและเยาวชนจากการติดเชื้อผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงการติดเชื้อจากมารดาขณะตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยได้ยินชื่อโรคหนองในแท้และหนองในเทียม แต่อาจยังสับสนว่าทั้งสองโรคนี้มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นกับเด็กและวัยรุ่น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องสุขภาพของบุตรหลาน

โรคหนองในแท้และหนองในเทียมแม้จะมีชื่อเรียกคล้ายคลึงกันและแสดงอาการบริเวณระบบทางเดินปัสสาวะหรืออวัยวะเพศที่คล้ายกัน แต่เกิดจากเชื้อโรคคนละชนิด มีความรุนแรงและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การวินิจฉัยที่แม่นยำจากกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันภาวะแทรก้อนรุนแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ในระยะยาว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เชื้อโรคและการติดต่อ

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างโรคทั้งสองประเภทนี้คือชนิดของเชื้อจุลชีพที่เป็นต้นเหตุในการก่อโรค ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเลือกใช้ยาและการตอบสนองต่อการรักษา

หนองในแท้ (Gonorrhea)

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไนซีเรีย โกโนร์เรียอี (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมลบรูปถั่ว เชื้อนี้มีความสามารถในการแบ่งตัวและแพร่กระจายในเยื่อบุผิวที่มีความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี เช่น เยื่อบุท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก เยื่อบุตา และลำคอ ในเด็กโตหรือวัยรุ่นมักติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนในทารกแรกเกิดอาจติดเชื้อขณะคลอดผ่านช่องคลอดของมารดาที่เป็นโรค ทำให้เกิดโรคตาอักเสบจากหนองในแท้ในทารกแรกเกิด (Ophthalmia neonatorum)

หนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis - NGU)

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือจุลชีพชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่เชื้อหนองในแท้ เชื้อที่เป็นสาเหตุพบบ่อยที่สุดคือ คลามิเดีย ทราโชมอทิส (Chlamydia trachomatis) นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา เจนิทาเลียม (Mycoplasma genitalium) หรือยูรีพลาสมา (Ureaplasma urealyticum) เชื้อเหล่านี้มักติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงบริเวณเยื่อบุผิวที่มีการติดเชื้อ และเป็นสาเหตุหลักของอาการท่อปัสสาวะอักเสบที่ไม่ใช่หนองในแท้

อาการแสดงสำคัญ: จุดสังเกตความต่างระหว่างหนองในแท้และหนองในเทียม

การสังเกตอาการทางคลินิกช่วยให้แพทย์สามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าผู้ป่วยน่าจะติดเชื้อประเภทใด แม้ว่าการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะยืนยันผลที่แน่นอนที่สุดก็ตาม

อาการของหนองในแท้

  • ระยะฟักตัวสั้นมาก โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณสองถึงเจ็ดวันหลังได้รับเชื้อ
  • มีอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรงขณะปัสสาวะ
  • มีหนองสีเหลืองข้นหรือสีเขียวไหลออกจากท่อปัสสาวะหรือช่องคลอดอย่างชัดเจน
  • ในเด็กผู้ชายอาจมีอาการบวมแดงบริเวณอัณฑะร่วมด้วย
  • ในเด็กผู้หญิงอาจมีตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกกะปริดกะปรอยนอกรอบเดือน

อาการของหนองในเทียม

  • ระยะฟักตัวนานกว่า โดยมักใช้เวลาตั้งแต่หนึ่งถึงสามสัปดาห์หลังได้รับเชื้อ
  • อาการปวดแสบขณะปัสสาวะมักมีความรุนแรงน้อยกว่าหนองในแท้
  • มีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะเช่นกัน แต่ลักษณะหนองมักจะใส มีสีขาวขุ่น หรือมีลักษณะเป็นมูกใส มากกว่าจะเป็นสีเหลืองข้น
  • ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันหรือระคายเคืองภายในท่อปัสสาวะร่วมด้วย
  • เด็กบางคนอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย (Asymptomatic infection) ซึ่งทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว
ข้อควรระวังทางการแพทย์: เนื่องจากอาการของโรคทั้งสองมีความใกล้เคียงกันมากในระยะเริ่มต้น การวินิจฉัยด้วยตาเปล่าจึงไม่เพียงพอ การนำตัวอย่างปัสสาวะหรือสิ่งส่งตรวจจากรอยโรคไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจหาDNAของเชื้อด้วยวิธีปีกีซีอาร์ (PCR) หรือการย้อมสีแกรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากพบว่าบุตรหลานมีอาการผิดปกติที่ระบบทางเดินปัสสาวะ ผู้ปกครองควรพาไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อทันที โดยเฉพาะเมื่อพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้

  • มีไข้สูงร่วมกับอาการปวดท้องน้อยหรือปวดอุ้งเชิงกรานอย่างรุนแรง
  • มีอาการบวม แดง ร้อน และปวดที่ข้อต่อต่างๆ ซึ่งบ่งชี้ว่าเชื้ออาจกระจายตัวเข้าสู่กระแสเลือด
  • ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีปัสสาวะขัดจนไมสามารถปัสสาวะออกได้
  • มีอาการทางตา เช่น ตาแดงจัด มีหนองที่ตาในทารก ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้กระจกตาเสียหายและสูญเสียการมองเห็นได้
  • มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโตและกดเจ็บ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในเด็กและเยาวชนต้องดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบและเป็นความลับ แพทย์จะมีขั้นตอนการประเมินดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: เพื่อประเมินความเสี่ยงและระยะเวลาของการรับเชื้อ
  • การตรวจร่างกาย: ตรวจดูรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศ ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก ช่องปาก และต่อมน้ำเหลือง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: การตรวจปัสสาวะด้วยวิธี Nucleic Acid Amplification Tests (NAATs) ซึ่งมีความไวและความจำเพาะสูงมากในการตรวจหาเชื้อทั้งหนองในแท้และหนองในเทียม
  • การเพาะเชื้อ (Culture): เพื่อดูความไวของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะในกรณีที่จำเป็น

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคหนองในแท้และหนองในเทียมจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองอย่างเด็ดขาด

การรักษาหนองในแท้

แพทย์มักจะให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) เช่น ยาฉีดเซฟไตรแอกโซน (Ceftriaxone) ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานเพื่อครอบคลุมการติดเชื้อหนองในเทียมที่มักพบร่วมกันบ่อยครั้ง

การรักษาหนองในเทียม

แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรือดอกซีไซคลิน (Doxycycline) ตามความเหมาะสมของอายุและน้ำหนักตัวของผู้ป่วย

คำแนะนำจากคุณหมอ: สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาคือ ผู้ป่วยต้องรับประทานยาหรือรับการฉีดยาตามที่แพทย์สั่งจนครบกำหนด แม้ว่าอาการจะหายไปแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและกำจัดเชื้อให้หมดสิ้นไป นอกจากนี้ คู่เพศสัมพันธ์หรือบุคคลใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงจำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกันด้วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีอาการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศหรือทางเดินปัสสาวะ มีข้อควรปฏิบัติที่เคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เพราะเชื้อแต่ละชนิดดื้อยาไม่เหมือนกัน การใช้ยาไม่ถูกต้องจะทำให้โรคไม่หายและเชื้อดื้อยามากขึ้น
  • ห้ามใช้ยาสอดหรือยาทาภายนอกที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบรุนแรงกว่าเดิม
  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากหรือการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างที่ยังรักษาไม่หาย
  • รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนโยน หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือสารเคมีรุนแรง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการแพร่กระจายของโรคทำได้โดยการสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขอนามัยส่วนบุคคล การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้องและเหมาะสมตามวัย การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่น และการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในมารดาตั้งแต่ระยะฝากครรภ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อสู่ทารกแรกเกิด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down