ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย พร้อมทำความเข้าใจภาพรวมของโรคและกลุ่มเสี่ยง

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เชื้อไวรัสนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจาม รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน สำหรับคำถามที่ว่าโรคไข้หวัดใหญ่กี่วันหายนั้น โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการไข้และอาการเฉียบพลันมักจะดีขึ้นภายในเจ็ดถึงสิบวัน แต่อาการอ่อนเพลียและความเหนื่อยล้าอาจคงอยู่ได้นานถึงสองสัปดาห์หรือมากกว่านั้น

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่าห้า ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่หกสิบห ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) ภาวะหายใจล้มเหลว หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของโรคไข้หวัดใหญ่แบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลัก ได้แก่ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) ซึ่งเชื้อไวรัสเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุจมูก ตา หรือปาก จากนั้นจะเคลื่อนตัวเข้าสู่เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายเกิดกระบวนการอักเสบและการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งกระบวนการนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และอาการไอ

การติดต่อส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการสูดดมละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อในระยะใกล้ หรือการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อโรคแล้วนำมาสัมผัสใบหน้าของตนเอง เชื้อไวรัสนี้มีความสามารถในการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันที่เคยมีจากการติดเชื้อในอดีตหรือจากการได้รับวัคซีนอาจไม่เพียงพอในการป้องกันสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค

การแสดงออกของอาการไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงฉับพลัน (มักสูงกว่าสามสิบแปดองศาเซลเซียส) หนาว ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
  • ระยะอาการเด่นชัด: มีอาการอ่อนเพลียอย่างมาก เจ็บคอ ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ คัดจมูก น้ำมูกไหล และบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • ระยะฟื้นตัว: อาการไข้และอาการปวดเมื่อยจะค่อยๆ ลดลงและหายไปภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่อาการอ่อนเพลียและอาการไออาจยังคงหลงเหลืออยู่ระยะหนึ่ง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในผู้ป่วยบางราย อาการอาจลุกลามจนกลายเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ในทันที หากพบอาการดังต่อไปนี้ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้ลดลงแล้วกลับมาสูงขึ้นใหม่อย่างรุนแรง
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือริมฝีปากและปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำจากภาวะขาดออกซิเจน
  • ซึมลง สับสน ไม่ยอมตื่น หรือมีอาการชัก
  • มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มมาก ปากแห้ง หรือร้องไห้ไม่มีน้ำตาในเด็กเล็ก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติการเจ็บป่วยและประเมินอาการทางคลินิกอย่างละเอียด ในกรณีที่จำเป็น แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การใช้ไม้พันสำลีกวาดสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกหรือคอหอย (Nasopharyngeal Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ด้วยชุดตรวจอย่างรวดเร็ว (Rapid Influenza Diagnostic Test) ซึ่งทราบผลได้ภายในเวลาอันสั้น หรือการส่งตรวจเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนเช่นปอดอักเสบในรายที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่างรุนแรง

วิธีดูแลรักษาตามหลักการแพทย์และการดูแลตนเองที่บ้าน

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการให้ยาต้านไวรัสในกลุ่มที่เหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานในการซ่อมแซมและสร้างภูมิคุ้มกัน
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น (Tepid Sponge) อย่างถูกวิธี โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดเพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและระบายความร้อนได้ยากขึ้น
  • การรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดและน้ำหนักตัวที่เหมาะสม (สิบถึงสิบห้าสิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้)
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออกเด็ดขาด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye syndrome) ในเด็ก และทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติได้ง่าย นอกจากนี้ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

โภชนาการทางการแพทย์ อาหารที่ควรรับประทานและควรเลี่ยง

โภชนาการถือเป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นฟูร่างกายจากโรคไข้หวัดใหญ่ การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบภายในร่างกาย

อาหารที่ควรรับประทานเพื่อช่วยฟื้นตัวเร็ว

ร่างกายของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ต้องการพลังงานและสารอาหารที่ย่อยง่ายเพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้กับเชื้อโรค อาหารที่แนะนำได้แก่

  • ซุปไก่หรือโจ๊กอุ่นๆ: ช่วยให้ร่างกายได้รับความอบอุ่น ย่อยง่าย และกรดอะมิโนในซุปไก่ช่วยลดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ
  • ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง: เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง และสตรอว์เบอร์รี ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรค
  • อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี: เช่น ไข่ตุ๋น ปลาเนื้ออ่อน เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ
  • อาหารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ: เช่น ขิงและกระเทียม ซึ่งช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกและขับเสมหะ

อาหารแสลงและอาหารที่ควรเลี่ยง

ในทางตรงกันข้าม มีอาหารบางประเภทที่อาจทำให้อาการของโรคแย่ลงหรือส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งควรหลีกเลี่ยงในช่วงที่กำลังป่วย ได้แก่

  • อาหารทอดและอาหารมันสูง: ย่อยยากและอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร
  • อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง: น้ำตาลปริมาณมากสามารถกดการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้มีประสิทธิภาพลดลง
  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์: เช่น กาแฟ ชาเข้มข้น หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะและอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำได้ง่าย

การรักษาสมดุลเกลือแร่และการดื่มน้ำที่ถูกต้อง

อาการไข้สูง การหายใจเร็วกว่าปกติ และอาการอาเจียนหรือท้องเสียที่อาจเกิดขึ้นร่วมด้วย ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จำนวนมาก การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ (Dehydration)

นอกจากการดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องแล้ว การดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS - Oral Rehydration Salts) สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสียหรือสูญเสียน้ำมาก จะช่วยรักษาสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย ป้องกันไม่ให้เกิดอาการอ่อนเพลียรุนแรง และช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างเป็นปกติ

คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงที่เป็นไข้หวัดใหญ่ ควรจิบน้ำหรือเกลือแร่บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน แทนการดื่มครั้งละมากๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยลดอาการระคายเคืองคอได้อีกด้วย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายและการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล แนวทางปฏิบัติที่แนะนำประกอบด้วย

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อลดความรุนแรงของโรคและโอกาสในการนอนโรงพยาบาล
  • การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคที่อาจสัมผัสโดน
  • การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในสถานที่แออัดหรือเมื่อมีอาการป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
  • การรักษาร่างกายให้แข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนห้าหมู่

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกหรือบุตรหลานป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

  • วัดไข้และบันทึกอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอทุกสี่ถึงหกชั่วโมง
  • ให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เต็มที่ งดกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก
  • จัดเตรียมอาหารอ่อนย่อยง่าย เน้นซุปอุ่นๆ และผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง
  • ดูแลให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาดหรือเกลือแร่ในปริมาณที่เพียงพอตลอดทั้งวัน
  • ให้ยาลดไข้ตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ และห้ามใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาด
  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึมลง หรือไข้สูงไม่ยอมลด ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down