ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วทำไมยังป่วยซ้ำ

หลายท่านอาจเกิดความสงสัยและมีความกังวลใจหลังจากเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปีแล้ว แต่ทำไมจึงยังคงมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่หรือติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำอีก ในทางการแพทย์ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีนี้ ทำไมยังเป็นซ้ำ ถือเป็นคำถามที่พบได้บ่อยมาก ซึ่งสาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพของวัคซีนที่ล้มเหลวโดยตรง แต่เกิดจากปัจจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์หลายประการที่ผู้ป่วยและผู้ปกครองควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) เป็นไวรัสที่มีการกลายพันธุ์และเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา (Antigenic Drift) วัคซีนที่ฉีดในแต่ละปีจึงถูกผลิตขึ้นมาเพื่อป้องกันสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มแพร่ระบาดมากที่สุดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปีนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสยังมีสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ รวมถึงเชื้อไวรัสชนิดอื่นที่ก่อให้เกิดอาการคล้ายคลึงกัน เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) หรือเชื้อไวรัสไรโนไวรัส (Rhinovirus) นอกจากนี้ ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นหลังจากการฉีดวัคซีนต้องใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์จึงจะสร้างระดับภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ หากรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายในช่วงเวลานี้ก็ยังสามารถป่วยได้ รวมถึงปัจจัยด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ และโรคประจำตัว ก็มีผลทำให้ร่างกายติดเชื้อซ้ำได้ง่ายขึ้น

กลไกการเกิดโรคและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่ติดต่อได้ง่ายผ่านทางการไอ จาม หรือสัมผัสสาร secretions ของผู้ติดเชื้อ เมื่อไวรัสเข้าสู่เยื่อบุทางเดินหายใจ จะเริ่มแบ่งตัวและทำลายเซลล์เยื่อบุ ทำให้เกิดการอักเสบ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้หลั่งสารอักเสบ (Inflammatory Cytokines) ออกมา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลียอย่างรุนแรง

กลุ่มเสี่ยงที่แพทย์ให้ความสำคัญและต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด ได้แก่ เด็กเล็กและทารก ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่หกสิบปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้หากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แล้ว มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการในแต่ละระยะของโรคจะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถประเมินความรุนแรงและให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที อาการของโรคไข้หวัดใหญ่สามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (Day 1 - 2): มีไข้สูงฉับพลัน หนาสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัวอย่างมาก อ่อนเพลีย และอาจมีอาการเจ็บคอร่วมด้วย
  • ระยะอาการเด่นชัด (Day 3 - 5): ไข้ยังคงทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนปลายเด่นชัดขึ้น เช่น ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ น้ำมูกใสหรือข้นเหนียว คัดจมูก และเสียงแหบ
  • ระยะฟื้นตัว (Day 6 - 10): อาการไข้และปวดเมื่อยเริ่มหายไป เหลือเพียงอาการอ่อนเพลียและอาการไอที่อาจหลงเหลืออยู่บ้าง ซึ่งสามารถค่อยๆ ดีขึ้นได้เองหากได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากอาการไอหรืออ่อนเพลียยังคงอยู่ยาวนานเกินสองสัปดาห์ หรือมีไข้กลับมาสูงซ้ำอีกครั้งหลัง, จากที่ไข้ลดไปแล้ว 24-48 ชั่วโมง ให้รีบพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในผู้ป่วยบางราย โรคไข้หวัดใหญ่อาจลุกลามจนเกิดภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน ผู้ปกครองและผู้ดูแลควรสังเกตสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ดังต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้วก็ตาม
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือชายโครงบุ๋มขณะหายใจ
  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือหายใจมีเสียงวี๊ด
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก สับสน หรือมีอาการชักจากไข้สูง
  • มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะมีสีเข้มมากหรือไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกินห-กถึงแปดชั่วโมง

โภชนาการทางการแพทย์ อาหารที่ควรรับประทานเพื่อเร่งการฟื้นตัว

โภชนาการถือเป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอขณะเจ็บป่วย เมื่อร่างกายต่อ ู้กับเชื้อไวรัส จะต้องการพลังงานและสารอาหารที่จำเพาะเจาะจง อาหารที่แพทย์แนะนำในช่วงป่วยและระยะฟื้นตัว ได้แก่

  • อาหารอ่อนย่อยง่าย: เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปไก่ตุ๋นร้อนๆ ที่ย่อยง่าย ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ทันที
  • โปรตีนคุณภาพสูง: เลือกเนื้อปลา ไข่ตุ๋น หรือเนื้อไก่ต้มเปื่อย เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดอะมิโนจำเป็นในการนำไปสร้างภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย
  • ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง: เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง กีวี และบล็อคโคลี่ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรค
  • อาหารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบตามธรรมชาติ: เช่น ขิงและกระเทียม ซึ่งช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกและขับเสมหะ

อาหารแสลงและอาหารที่ควรเลี่ยงเด็ดขาดขณะป่วย

ในทางตรงกันข้าม การรับประทานอาหารบางประเภทอาจไปกระตุ้นกระบวนการอักเสบในร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักขึ้น หรือทำให้อาการแย่ลง สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมีดังนี้

  • อาหารที่มีน้ำตาลสูง: น้ำอัดลม ขนมหวาน และเบเกอรี่ เนื่องจากน้ำตาลปริมาณมากจะไปกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวชั่วคราว ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ด้อยลง
  • อาหารทอดและอาหารมันสูง: อาหารฟาสต์ฟู้ดและของทอดใช้เวลานานในการย่อย ทำให้ระบบย่อยอาหารต้องทำงานหนัก ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และอ่อนเพลียมากขึ้น
  • อาหารรสจัดและเผ็ดจัด: อาหารที่เผ็ดจัดหรือเปรี้ยวจัดจะระคายเคืองเยื่อบุลำคอ ทำให้อาการเจ็บคอและอาการไอทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์: ชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะขับปัสสาวะและทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย ซึ่งส่งผลเสียต่อสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย

การรักษาสมดุลเกลือแร่และการดื่มน้ำที่ถูกต้อง

การสูญเสียน้ำและเกลือแร่ผ่านทางไข้เหงื่อออก อาเจียน หรือท้องเสีย เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ การรักษาสมดุลของสารน้ำในร่างกายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยิ่งยวด

ผู้ป่วยควรดื่มน้ำเปล่าสะอาดในอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นให้ได้อย่างน้อยวันละแปดถึงสิบแก้ว หากมีอาการไข้สูงร่วมกับเบื่ออาหาร การดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS - Oral Rehydration Salts) สำหรับการแพทย์จะช่วยชดเชยเกลือแร่โซเดียมและโปแตสเซียมที่สูญเสียไปได้อย่างสมดุล ช่วยป้องกันภาวะช็อกและภาวะขาดน้ำรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำแนะนำจากคุณหมอ: การจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ แต่ยังช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะในลำคอ ทำให้ขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น และช่วยให้เยื่อบุทางเดินหายใจชุ่มชื้น ลดอาการระคายคอและอาการไอได้เป็นอย่างดี

ข้อควรระวังสำคัญและการใช้ยาอย่างปลอดภัย

การดูแลรักษาอาการไข้หวัดใหญ่ที่บ้านต้องกระทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อป้องกันอันตรายจากผลข้างเคียงของยา

  • ขนาดยาพาราเซตามอล: ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด โดยขนาดยาที่เหมาะสมคือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามทานเกินขนาดเด็ดขาดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับ
  • ข้อห้ามเด็ดขาดเรื่องยา: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาในกลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในผู้ป่วยเด็กหรือผู้ที่มีอาการสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น กลุ่มอาการรายส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออกในทางเดินอาหาร
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง: ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส การทานยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อไม่เพียงแต่ไม่ได้ผล แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

แม้ว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นมาตรการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงของโรค ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

การป้องกันร่วมกันที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด การหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น และการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ดูแลและผู้ป่วย

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สามารถรักษาและฟื้นตัวได้หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ การเข้าใจสาเหตุที่ยังคงป่วยซ้ำแม้จะฉีดวัคซีนแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีโภชนาการเหมาะสม การหลีกเลี่ยงอาหารแสลง การรักษาสมดุลเกลือแร่ และการสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ผู้ป่วยผ่านพ้นวิกฤตและกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down