วัคซีนไข้หวัดใหญ่ราคาเท่าไหร่และทำไมทุกคนจึงควรฉีดทุกปี
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา การทำความเข้าใจเรื่องวัคซีนไข้หวัดใหญ่ราคาเท่าไหร่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการวางแผนสุขภาพของสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยทั่วไปราคาวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดของวัคซีน เช่น วัคซีนชนิด 3 สายพันธุ์ วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ หรือวัคซีนชนิดขนาดโดสสูงสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงสถานที่ให้บริการไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกเวชกรรม ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อเข็มจะอยู่ในช่วงหลักร้อยบาทไปจนถึงหลักพันบาทปลายๆ ซึ่งถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับการต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อติดเชื้อรุนแรง
ความสำคัญทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ในทางการแพทย์ โรคไข้หวัดใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาการไข้ ไอ เจ็บคอทั่วไป แต่เชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้ เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ (Pneumonia) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือทำให้อาการของโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่กำเริบหนักขึ้น กลุ่มเสี่ยงที่แพทย์ให้ความสำคัญและต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันอย่างเคร่งครัด ได้แก่
- เด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์
- หญิงตั้งครรภ์ทุกระยะอายุครรภ์ และหญิงหลังคลอด
- ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
- ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคไตวายเรื้อรัง
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออ้วนรุนแรง
สาเหตุ กลไกการเกิดโรค และช่องทางการแพร่ระบาด
โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ คือ ชนิดเอ (Type A) และชนิดบี (Type B) เชื้อไวรัสนี้ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทางละอองฝอยจากการไอ การจาม หรือการพูดคุยในระยะประชิด รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมาสัมผัสบริเวณจมูก ตา หรือปาก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการอักเสบ บวม และมีเสมหะจำนวนมาก
อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะปรากฏขึ้นอย่างเฉียบพลันหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1 ถึง 4 วัน ผู้ป่วยมักจะมีอาการดังต่อไปนี้
- ไข้สูงเฉียบพลัน (มักสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส) ร่วมกับอาการหนาวสั่น
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อทั่วร่างกายอย่างเด่นชัด
- อ่อนเพลียอย่างมาก เหนื่อยล้า ไม่มีแรง
- ไอแห้งๆ เจ็บคอ คัดจมูก หรือมีน้ำมูกใส
ในผู้ป่วยทั่วไปอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 5 ถึง 7 วัน แต่ความอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นานนับสัปดาห์
การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการรักษาที่ถูกต้อง
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ในช่วงที่มีการระบาด แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยชุดตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และโควิด 19 ชนิดแยงจมูก (Rapid Antigen Test) เพื่อยืนยันเชื้อและให้การรักษาที่จำเพาะเจาะจง การรักษาหลักเป็นการรักษาตามอาการและการให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดหากเริ่มให้ยาภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ
วิธีดูแลรักษาที่บ้านและการปฏิบัติตัวอย่างปลอดภัย
การดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่บ้านเน้นการประคับประคองอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วที่สุด
- การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ (Tepid Sponge) เพื่อช่วยระบายความร้อน
- การให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้) ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กและวัยรุ่นเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ (Reye syndrome)
- การดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำอุ่นสะอาดในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ
- การพักผ่อนให้อย่างเต็มที่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
วิธีป้องกันเชิงรุกและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไข้หวัดใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดประกอบด้วยมาตรการดังนี้
- การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากสายพันธุ์ของไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่เสมอ และภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดระดับลงตามกาลเวลา
- การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
- การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัดหรือสถานที่สาธารณะ
- การหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ
- การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง