ทำไมต้องโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กเล็กและทารก
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดาค่อนข้างมาก ในกลุ่มเด็กเล็กและทารก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เมื่อได้รับเชื้อแล้ว มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ง่าย เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือภาวะสมองอักเสบ สถิติทางการแพทย์ระบุว่าเด็กกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่หากติดเชื้อแล้วอาจต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ดังนั้น การทำความเข้าใจเรื่องวัคซีนและการป้องกันจึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องลูกรัก
เด็กเล็กอายุเท่าไหร่ถึงฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้
คำถามที่พ่อแม่คุณพ่อคุณแม่มักสงสัยคือเด็กเล็กอายุเท่าไหร่ถึงฉีดวัคซีนไข้ ได้ คำตอบตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบันคือ เด็กสามารถเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มตอบสนองต่อวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นวัยที่เด็กเริ่มคลาน หยิบจับสิ่งของ มีความเสี่ยงในการรับเชื้อจากการสัมผัสหรือการไปสถานรับเลี้ยงเด็ก
สาเหตุและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หลักๆ ที่แพร่ระบาดในมนุษย์คือสายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางการไอ การจาม หรือการสัมผัสละอองฝอยที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ เมื่อเด็กสัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อโรคแล้วนำมือเข้าปาก จมูก หรือขยี้ตา ก็จะทำให้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ในประเทศไทย โรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบอัตราการแพร่ระบาดสูงในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว
อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรคในเด็ก
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กมักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยมีลำดับอาการดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงฉับพลัน (มักเกิน 38.5 องศาเซลเซียส) หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวอย่างรุนแรง
- ระยะออกอาการเด่นชัด: มีอาการไอแห้งๆ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล อ่อนเพลียมาก เบื่ออาหาร และในเด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย
- ระยะฟื้นตัว: อาการไข้และอาการปวดเมื่อยจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3 ถึง 5 วัน แต่อาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นานถึง 2 สัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ทันที
หากลูกรักมีอาการป่วยจากไข้หวัดใหญ่ พ่อแม่ต้องสังเกตสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
- ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้จะเช็ดตัวและกินยาลดไข้แล้ว
- มีอาการชักจากไข้สูง
- ซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือร้องกวนต่อเนื่องไม่หยุด
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
- มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกิน 6 ชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอาการและประวัติการรับวัคซีน จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากจำเป็น แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ด้วยชุดตรวจเร่งด่วน (Rapid Influenza Diagnostic Test) โดยการใช้อุปกรณ์ป้ายสิ่งคัดหลั่งจากโพรงจมูก เพื่อยืนยันเชื้อและวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ
วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการเนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากไวรัส
- การให้ยาลดไข้: ให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้
- การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน
- การดื่มน้ำและสารเกลือแร่: ให้ดื่มน้ำอุ่นหรือนมบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลง
การป้องกันเชิงรุกและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
นอกจากวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ต้องฉีดกระตุ้นทุกปีแล้ว การสร้างสุขอนามัยที่ดีในครอบครัวก็เป็นเกราะป้องกันชั้นดี
- ล้างมือให้เด็กบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
- สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องพาเด็กไปในสถานที่แออัด
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปสัมผัสกับผู้ที่มีอาการป่วย
- ดูแลโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล
เช็คลิสต์สิ่งที่พ่อแม่ควรปฏิบัติเพื่อรับมือกับโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กเล็ก
- พาเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง
- สังเกตอาการไข้และอาการทางระบบทางเดินหายใจอย่างใกล้ชิด
- เตรียมยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวให้พร้อมติดบ้าน
- จดจำสัญญาณอันตรายและรีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรง