ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงทางการแพทย์ที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเมื่อติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) มากกว่าคนทั่วไป การติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่นอกจากจะทำให้เกิดอาการไข้ ไอ เจ็บคอ และปวดเมื่อยตามร่างกายแล้ว ยังไปกระตุ้นให้โรคประจำตัวที่มีอยู่เดิมกำเริบอย่างรุนแรง เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักขึ้นจนเกิดภาวะหัวใจวาย หรือความดันโลหิตที่ควบคุมได้ยากขึ้น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปีจึงเป็นมาตรการป้องกันทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต

กลไกการติดเชื้อและผลกระทบต่อโรคเรื้อรัง

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองต่อการอักเสบ ซึ่งกระบวนการอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic Inflammation) นี้เองที่เป็นตัวการสำคัญทำให้โรคเรื้อรังแย่ลง ในผู้ป่วยโรคหัวใจ ภาวะอักเสบอาจทำให้คราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจหลุดลอกและเกิดการอุดตันเฉียบพลัน ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ฮอร์โมนความเครียดและกระบวนการอักเสบจะไปต้านฤทธิ์ของอินซูลิน ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากและเสี่ยงต่อภาวะกรดคีโตซีสในเลือด (Diabetic Ketoacidosis)

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

เมื่อผู้ป่วยโรคเรื้อรังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสร่วมกับการรักษาตามอาการ โดยมียาสำคัญดังนี้

  • ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Antiviral Drugs): เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ควรเริ่มรับประทานภายในสี่สิบแปดชั่วโมงแรกที่มีอาการ เพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเจ็บป่วย
  • ยาลดไข้และบรรเทาอาการปวด: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาหลักที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
  • ยาขยายหลอดลมหรือยาละลายเสมหะ: สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคปอดหรือโรคหัวใจร่วมด้วยและมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่สงสัยว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ห้ามรอให้อาการรุนแรง เพราะการได้รับยาต้านไวรัสตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนลงปอดได้

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

การใช้ยาในผู้ป่วยโรคเรื้อรังต้องทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากผู้ป่วยมักมีโรคตับหรือโรคไตเสื่อมร่วมด้วย ขนาดยาจึงต้องปรับตามการทำงานของอวัยวะเหล่านั้น

  • ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir): ขนาดยามาตรฐานสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปคือเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม วันละสองครั้ง เป็นเวลาห้าวัน แต่หากผู้ป่วยมีภาวะไตเสื่อม แพทย์จำเป็นต้องลดขนาดยาลงตามค่าการทำงานของไต (CrCl)
  • ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): รับประทานขนาดห้าร้อยมิลลิกรัมต่อเม็ด ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้หรือปวด โดยต้องไม่เกินสี่พันมิลลิกรัมต่อวัน และต้องระวังในผู้ป่วยที่มีโรคตับเรื้อรังร่วมด้วย

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากยาและการจัดการ

การใช้ยาต้านไวรัสอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการรับประทานยาพร้อมอาหาร ส่วนการใช้ยาลดไข้ควรปฏิบัติตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันพิษต่อตับ

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามผู้ป่วยโรคเรื้อรังซื้อยาเหล่านี้รับประทานเองโดยเด็ดขาด ได้แก่ ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเซดส์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือแอสไพริน (Aspirin) เพราะอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ไตวายเฉียบพลัน หรือทำให้อาการโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงแย่ลงอย่างอันตราย นอกจากนี้ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาทานเองเนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีอาการเหล่านี้ ควรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที

  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือแน่นหน้าอก
  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำผิดปกติและควบคุมไม่ได้
  • เจ็บหน้าอก ใจสั่น หรือมีความดันโลหิตผิดปกติอย่างรุนแรง
  • ซึมลง สับสน หรือหมดสติ
  • มีไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวันแม้จะรับประทานยาลดไข้แล้ว

การป้องกันและการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี

นอกจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดสี่สายพันธุ์ทุกปีแล้ว ผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรดูแลสุขภาพด้วยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ รักษาระยะห่าง และควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเสมอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมรับมือกับเชื้อโรคที่กลายพันธุ์ในแต่ละปี

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down