ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้ว ทำไมยังป่วยเป็นซ้ำได้อีก

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) เป็นประจำทุกปีถือเป็นมาตรการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคนี้ แต่หลายท่านมักเกิดคำถามและความกังวลใจเมื่อพบว่าตนเองหรือคนในครอบครัวยังคงป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ซ้ำอีก แม้จะเพิ่งรับการฉีดวัคซีนไปในปีนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้สามารถอธิบายได้ด้วยกลไกทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ชัดเจน โดยสาเหตุหลักมาจากการที่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีความสามารถในการกลายพันธุ์ (Antigenic Drift) อย่างต่อเนื่อง ทำให้สายพันธุ์ที่ระบาดในปีนั้นๆ อาจมีความแตกต่างจากสายพันธุ์ที่บรรจุอยู่ในวัคซีน นอกจากนี้ ประสิทธิภาพของวัคซีนยังขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล รวมถึงการได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (Influenza-like Illness) เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) หรือไวรัสไรโน (Rhinovirus) เป็นต้น

คำแนะนำจากคุณหมอ: แม้การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อทุกสายพันธุ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ประโยชน์สูงสุดของวัคซีนคือการลดความรุนแรงของโรค ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) ภาวะหายใจล้มเหลว และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อเกิดโรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่ติดต่อได้ง่ายผ่านทางการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง แม้ในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงอาการอาจหายได้เองภายใน 5 ถึง 7 วัน แต่ในกลุ่มประชากรเปราะบาง เชื้อไวรัสนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ กลุ่มเสี่ยงทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ได้แก่

  • เด็กเล็กและทารกที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเสื่อมถอยลง
  • หญิงตั้งครรภ์ในทุกอายุครรภ์ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันและระบบไหลเวียนโลหิต
  • ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคหอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนระดับรุนแรง

อาการและการดำเนินของโรคไข้หวัดใหญ่

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นฉับพลันกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยผู้ป่วยมักแสดงอาการตามลำดับขั้นดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงฉับพลัน (38 ถึง 40 องศาเซลเซียส) หนาว ปวดศีรษะรุนแรง และอ่อนเพลียอย่างมาก
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด: ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อทั่วร่างกาย เจ็บคอ ไอแห้งๆ หรือมีเสมหะ คัดจมูก น้ำูกไหล และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • ระยะฟื้นตัว: อาการไข้และอาการทางกายจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3 ถึง 7 วัน แต่ออาการอ่อนเพลียและอาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้นานนับสัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงซ้ำอีก
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงวี๊ด
  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือหายใจแล้วเจ็บแปล๊บ
  • ซึมลง สับสน ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือมีอาการชัก
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเขียวคล้ำ (ภาวะขาดออกซิเจน)
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะมีสีเข้มมากหรือไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการรับวัคซีน และการตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากมีความจำเป็นทางการแพทย์ แพทย์อาจพิจารณาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การทำชุดตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แบบรวดเร็ว (Influenza Rapid Antigen Test) ด้วยการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก เพื่อระบุชนิดของเชื้อไวรัส (สายพันธุ์เอหรือบี) นอกจากนี้ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือสงสัยภาวะแทรกซ้อนทางปอด แพทย์อาจส่งตรวจเอ็กซเรย์ปอด (Chest X-ray) และตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

วิธีรักษาและการใช้ยาอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคอง ร่วมกับการใช้ยาต้านไวรัสในกรณีที่แพทย์ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงหรืออยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมของการติดเชื้อ (ภายใน 48 ชั่วโมงแรกเริ่มมีอาการ)

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษา

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่แบ่งออกเป็นยาบรรเทาตามอาการและยาต้านไวรัสจำเพาะ

  • ยาต้านไวรัสจำเพาะ (Antiviral Drugs): เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการเจ็บป่วย ควรเริ่มทานภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่แสดงอาการ ตามคำสั่งของแพทย์เท่านั้น
  • ยาลดไข้บรรเทาปวด: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) สำหรับลดไข้และบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ยาบรรเทาอาการระบบทางเดินหายใจ: ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ และยาละลายเสมหะ ตามความเหมาะสมของอาการ

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัย

การใช้ยาพาราเซตามอลในเด็กต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ โดยขนาดยาที่แนะนำคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้ และไม่ควรทานเกินขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นที่มีไข้จากโรคติดเชื้อไวรัสเด็ดขาด เนื่องจากอาจเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองบวมและตับอักเสบรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษา และยังก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาตามมา

การดูแลรักษาพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

การดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่บ้านสามารถทำได้ควบคู่ไปกับการทานยาตามคำแนะนำของแพทย์

  • การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge): ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัด
  • การดื่มน้ำและเกลือแร่: ดื่มน้ำสะอาด น้ำอุ่น หรือเกลือแร่ (ORS) ในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลง
  • โภชนาการ: รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ
  • การพักผ่อน: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์เป็นประจำทุกปี ควบคู่กับการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด และการหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

การดูแลผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้ยา การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด พ่อแม่และผู้ดูแลควรจัดเตรียมยาพาราเซตามอลในขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวเด็ก วัดอุณหภูมิร่างกายสม่ำเสมอ และรีบนำผู้ป่วยพบแพทย์ทันทีเมื่อปรากฏสัญญาณเตือนอันตราย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down