ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องวัคซีนไข้หวัดใหญ่และค่าใช้จ่ายที่ควรรู้

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล แต่จะพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เชื้อไวรัสนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจาม ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ หากได้รับเชื้ออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ หัวใจวาย หรือเสียชีวิตได้ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีจึงเป็นมาตรการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล

สำหรับคำถามที่ว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ราคาเท่าไหร่ ราคาค่าบริการจะขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนและสถานพยาบาลที่เข้ารับบริการ โดยทั่วไปมีให้เลือกทั้งแบบ 3 สายพันธุ์ และแบบ 4 สายพันธุ์ (ซึ่งครอบคลุมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งสายพันธุ์)

  • โรงพยาบาลรัฐบาลหรือศูนย์บริการสาธารณสุข: ราคาประมาณ 400 ถึง 700 บาทต่อเข็ม ซึ่งในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคเรื้อรัง อาจมีโครงการรณรงค์ฉีดฟรีตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข
  • โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกเวชกรรม: ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 800 ถึง 2,000 บาทต่อเข็ม ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของวัคซีน การบริการ และค่าแพทย์ของสถานพยาบาลนั้นๆ รวมถึงมีวัคซีนชนิดขนาดโดสสูง (High-Dose) สำหรับผู้สูงอายุที่มีราคาสูงขึ้นตามคุณภาพและเทคโนโลยีการผลิต
คำแนะนำจากคุณหมอ: การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา และภูมิคุ้มกันในร่างกายจะค่อยๆ ลดระดับลงหลังจากผ่านไป 6 ถึง 12 เดือน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) เชื้อไวรัสนี้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางการสูดดมละอองฝอยน้ำลาย น้ำมูก ของผู้ติดเชื้อ หรือผ่านทางการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะฟักตัวประมาณ 1 ถึง 4 วัน ก่อนจะเริ่มแสดงอาการ โดยไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนล่าง ทำให้เกิดอาการอักเสบ บวม และมีเสมหะจำนวนมาก ผู้ป่วยจึงมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลียอย่างรุนแรง ซึ่งแตกต่างจากโรคหวัดธรรมดา (Common Cold) ที่มักมีอาการค่อยเป็นค่อยไปและมีความรุนแรงน้อยกว่า

อาการสำคัญและการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการของโรคไข้หวัดใหญ่สามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถประเมินความรุนแรงและให้การดูแลได้อย่างถูกต้อง ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก: มีไข้สูงอย่างฉับพลัน (มักสูงเกิน 38.5 อาศัยเซลเซียส) หนาส หนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัวอย่างมาก อ่อนเพลีย และหมดแรง
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด: เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • ระยะฟื้นตัว: อาการไข้และอาการปวดเมื่อยจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปภายใน 5 ถึง 7 วัน แต่อาการอ่อนเพลียและอาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้อีกประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหาย กจากโรคได้เองด้วยการดูแลตามอาการที่บ้าน แต่ในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีอาการรุนแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ผู้ดูแลต้องสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

  • ไข้สูงไม่ยอมลด: มีไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่เคยลดลงไปแล้ว
  • ระบบหายใจล้มเหลว: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน ขณะหายใจมีหน้าอกบุ๋ม หรือริมฝีปากและปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ
  • ระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ: ซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือมีอาการชักเกร็ง
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีเลยนานหลายชั่วโมง

วิธีดูแลรักษาและปฏิบัติตัวที่บ้านอย่างถูกต้อง

การดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่บ้านเน้นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ มีขั้นตอนสำคัญดังนี้

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่: ให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก
  • การดื่มน้ำอุ่นและน้ำเกลือแร่: ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ หรือดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลง ขับออกได้ง่ายขึ้น
  • การรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย: เลือกรับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด หรืออาหารไขมันสูง
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และหน้าผาก เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กและวัยรุ่นเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นตับวายและเสียชีวิตได้

สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการรักษา

การใช้ยาและการดูแลรักษาต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการทรุดหนักลงกว่าเดิม

  • การใช้ยาพาราเซตามอล: ให้รับประทานในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้สูงหรือปวดเมื่อย ห้ามรับประทานเกินขนาดเพราะจะเป็นอันตรายต่อตับ
  • ข้อห้ามเรื่องยาปฏิชีวนะ: โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้น ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) จึงไม่มีผลในการรักษา และการซื้อยารับประทานเองโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
  • การแยกตัวจากผู้อื่น: ควรให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยและแยกตัวอยู่ในห้อง ิเศษ แยกของใช้ส่วนตัว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดประกอบด้วยสุขอนามัยส่วนบุคคลและการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

  • การล้างมือบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดนานอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือเป็นประจำ
  • การสวมหน้ากากอนามัย: สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องเดินทางไปในสถานที่แออัดหรือพื้นที่สาธารณะ
  • การฉีดวัคซีนประจำปี: เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะก่อนช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว
  • การออกกำลังกายและโภชนาการ: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

การดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ต้องอาศัยความเข้าใจ ความใส่ใจ และความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ การพักผ่อนที่เพียงพอ การดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และการใช้ยาอย่างถูกต้องจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดและการรีบพาไปพบแพทย์เมื่อพบสัญญาณอันตรายคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ดีที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down