ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วทำไมยังมีไข้ เกิดจากอะไรกันแน่

การพาบุตรหลานหรือสมาชิกในครอบครัวไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) ถือเป็นมาตรการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองหลายท่านมักมีความกังวลใจและตกใจเมื่อพบว่า หลังจากฉีดวัคซีนไปแล้ว กลับมีอาการไข้ขึ้นสูง ตัวร้อน หรือมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย จนเกิดคำถามยอดฮิตว่า ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วทำไมยังมีไข้ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นจากกลไกทางภูมิคุ้มกันวิทยาตามธรรมชาติของร่างกาย ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพ หรือทำให้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่แต่อย่างใด

ในทางการแพทย์ วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Vaccine) ซึ่งหมายความว่าตัวเชื้อไวรัสในวัคซีนถูกทำให้ตายหรือไร้ความสามารถในการแบ่งตัวและก่อโรคแล้ว แต่ยังมีโครงสร้างโปรตีนที่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจดจำและสร้างแอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาได้ เมื่อภูมิคุ้มกันเริ่มทำงานและทำความรู้จักกับสิ่งแปลกปลอม ร่างกายจะหลั่งสารสื่ออักเสบ (Inflammatory Cytokines) ออกมา ซึ่งกระบวนการนี้เองที่เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดอาการไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือมีอาการบวมแดงร้อนบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นสัญญาณปกติที่บ่งบอกว่าวัคซีนกำลังกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างเต็มที่

แยกแยะให้ชัดเจน ระหว่างอาการข้างเคียงจากวัคซีนกับการติดเชื้อจริง

สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจคือ อาการไข้ที่เกิดขึ้นหลังการฉีดวัคซีนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองกรณีหลักๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแง่ของระยะเวลาและความรุนแรง ดังนี้

  • อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน (Post-Vaccination Side Effects): มักจะเกิดขึ้นภายในยี่สิบสี่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงแรกหลังการฉีด และอาการมักจะไม่รุนแรง เช่น ไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย หรือมีอาการบวมแดงคันบริเวณที่ฉีดวัคซีน อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปได้เองภายในสองถึงสามวันโดยไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัส
  • การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือไวรัสตัวอื่นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน (Concurrent Infection): หากผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ร่างกายก่อนมารับวัคซีน หรือได้รับเชื้อในช่วงที่ร่างกายยังสร้างภูมิคุ้มกันไม่ทัน (โดยปกติร่างกายต้องใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์หลังฉีดจึงจะมีภูมิคุ้มกันสมบูรณ์) ก็จะทำให้ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่จริงๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีโอกาสติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจชนิดอื่นๆ เช่น เชื้ออาร์เอสวี (RSV) หรือเชื้อไวรัสไข้หวัดทั่วไป ซึ่งมักจะมีไข้สูง อาการไอ น้ำูกไหล เจ็บคอ หรือหอบเหนื่อยที่รุนแรงกว่าอาการข้างเคียงจากวัคซีนทั่วไป

ขั้นตอนการดูแลผู้ป่วยที่มีไข้หลังฉีดวัคซีนอย่างถูกสุขลักษณะที่บ้าน

เมื่อสมาชิกในครอบครัวมีไข้หลังจากได้รับการฉีดวัคซีน การดูแลรักษาเบื้องต้นอย่างถูกวิธีที่บ้านจะช่วยลดความไม่สบายตัว ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยมีแนวทางการปฏิบัติทางการแพทย์ที่สำคัญดังนี้

การจัดการไข้และการใช้ยาอย่างปลอดภัยตามคำแนะนำของแพทย์

การมีไข้ต่ำถึงปานกลางหลังฉีดวัคซีน เป็นกลไกการต่อสู้ของร่างกาย หากผู้ป่วยยังมีอารมณ์ดี กินอาหารหรือดื่มน้ำได้ตามปกติ อาจไม่จำเป็นต้องรีบลดไข้ทันที แต่หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะมาก หรือกระสับกระส่าย สามารถให้การดูแลดังนี้

  • การให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol): คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด สำหรับเด็ก ขนาดยาที่เหมาะสมคือสิบถึงสิบห้ามิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้หรือปวด ห้ามให้ยาเกินขนาดเด็ดขาด และควรมีช้อนตวงยามาตรฐานหรือไซริงค์สำหรับป้อนยาให้ชัดเจน
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น (Tepid Sponge): ช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายอย่างนุ่มนวล โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดตามซอกพับ หน้าผาก ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกยาก และอาจทำให้ผู้ป่วยหนาวสั่นมากขึ้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลเรื่องการดื่มน้ำเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในขณะที่มีไข้ ควรให้ผู้ป่วยจิบน้ำสะอาดอุ่นๆ หรือเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นและช่วยขับความร้อนออกจากร่างกายได้เร็วขึ้นด้วย

สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน

การดูแลผู้ป่วยที่มีไข้ต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามรุนแรงขึ้น ผู้ดูแลควรปฏิบัติตามแนวทางทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงข้อห้ามที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สิ่งที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ

  • ให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ร้อนหรืออับทึบจนเกินไป
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่ห่มผ้าหนาจนเกินไปในขณะที่มีไข้สูง
  • จัดเตรียมอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานในการสร้างภูมิคุ้มกัน
  • สังเกตอาการและวัดอุณหภูมิร่างกายอย่างสม่ำเสมอทุกๆ สี่ถึงหกชั่วโมง พร้อมบันทึกเวลาและระดับความสูงของไข้ไว้คอยรายงานแพทย์หากจำเป็น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซีนด์รม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ส่งผลต่อตับและสมอง และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากไข้หลังฉีดวัคซีนหรือไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ช่วยรักษาโรคและยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาอีกด้วย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

แม้ว่าอาการไข้ส่วนใหญ่หลังการฉีดวัคซีนจะหายไปได้เอง แต่ผู้ปกครองและผู้ดูแลต้องมีความตื่นตัวในการสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วน

  • ไข้สูงไม่ยอมลด: มีไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือมีไข้ติดต่อกันนานเกินสามวันโดยไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • อาการทางระบบประสาท: มีอาการชักเกร็ง ตาค้าง ซึมมากปลุกตื่นยาก หรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับอาเจียนพุ่ง
  • ระบบทางเดินหายใจมีปัญหา: หอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มขณะหายใจ หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือปัสสาวะไม่ออกนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง
  • อาการผิดปกติอื่นๆ: มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ตัวลาย หรือมีจุดเลือดออกตามตัว

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการปฏิบัติที่บ้าน

เพื่อความรวดเร็วและความปลอดภัยสูงสุด นี่คือรายการตรวจสอบที่ผู้ดูแลสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีเมื่อพบว่ามีไข้หลังฉีดวัคซีน

  • วัดอุณหภูมิร่างกายด้วยปรอทวัดไข้ที่ได้มาตรฐานทุก 4-6 ชั่วโมง
  • ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง ห้ามกะประมาณเอง
  • เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อช่วยระบายความร้อนหากมีไข้สูง
  • ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาดหรือสารเกลือแร่จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
  • สังเกตอาการทางระบบทางเดินหายใจและระดับความรู้สึกตัวอย่างใกล้ชิด
  • รีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณเตือนอันตรายตามที่แพทย์แนะนำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down