ไข้หวัดใหญ่คืออะไร และทำไมเราจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งมีความรุนแรงและแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) ทั่วไป เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ในประเทศไทยโรคไข้หวัดใหญ่สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบอัตราการแพร่ระบาดสูงในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว
กลุ่มเป้าหมายที่ต้องเฝ้าระวังและดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษได้แก่ เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ทารกแรกเกิด ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้หากได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
สาเหตุ กลไกการเกิดโรค และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส
ไวรัสไข้หวัดใหญ่แบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ ที่สำคัญในมนุษย์คือ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) โดยสายพันธุ์เอมักทำให้เกิดการระบาดใหญ่ (Pandemic) และมีอาการรุนแรงกว่า เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุจมูก ตา หรือปาก จากนั้นจะเคลื่อนตัวเข้าสู่เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและเริ่มกระบวนการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว
กลไกการเกิดโรคทำให้ร่างกายเกิดกระบวนการอักเสบอย่างรุนแรง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะพยายามต่อสู้กับเชื้อไวรัส ส่งผลให้มีการหลั่งสารสื่ออักเสบ (Cytokines) ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียอย่างรุนแรง และมีอาการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ
อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค เป็นไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย
คำถามที่พบบ่อยที่สุดจากผู้ป่วยและผู้ปกครองคือ เป็นไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาการเจ็บป่วยจากโรคไข้หวัดใหญ่มักจะใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 7 วัน อาการส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน โดยสามารถแบ่งระยะการดำเนินโรคออกเป็น 3 ระยะหลักดังนี้
- ระยะเริ่มต้น (วันที่ 1 ถึง 2): ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงฉับพลัน ตัวร้อนจัด หนา้ หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างมาก อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร
- ระยะออกอาการเด่นชัด (วันที่ 3 ถึง 5): ไข้เริ่มลดลงแต่ยังอาจมีหลงเหลืออยู่บ้าง เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจชัดเจน เช่น ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำูกไหล และมีอาการอ่อนเพลียต่อเนื่อง
- ระยะฟื้นตัว (วันที่ 6 ถึง 7 เป็นต้นไป): อาการไข้และอาการปวดเมื่อยจะหายไปสนิท อาการไอและอ่อนเพลียจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาการอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นานถึง 1 ถึง 2 สัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหาย เป็นไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย ด้วยการดูแลเบื้องต้นที่บ้าน แต่หากมีอาการเหล่านี้ปรากฏขึ้น ถือเป็นสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที:
- ไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงใหม่อีกครั้งอย่างรุนแรง
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือมีอาการชายโครงบุ๋มขณะหายใจ
- เจ็บแน่นหน้าอก หรือไอเป็นเลือด
- มีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก สับสน หรือมีอาการชักจากไข้สูง
- มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ริมฝีปากแห้งแตก ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานกว่า 6 ชั่วโมง ในเด็กเล็กเวลา ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
วิธีดูแลรักษาและฟื้นฟูร่างกายที่บ้านอย่างถูกต้อง
การดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่อย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังบุคคลอื่นในครอบครัว
การจัดการไข้และการใช้ยาอย่างปลอดภัย
เมื่อมีไข้สูง สามารถใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดมาเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน (Tepid Sponge) โดยเช็ด เป็นไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย ย้อนรูขุมขน เน้นบริเวณซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ ร่วมกับการรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่เหมาะสมคือน้ำหนักตัว 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้สูงหรือปวดเมื่อยเท่านั้น
การดื่มน้ำและการรับประทานอาหาร
เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำไปกับความร้อนและไข้ ผู้ป่วยควรดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมากๆ หรือจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลงขับออกได้ง่ายขึ้น สำหรับอาหารควรเลือกรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุปอุ่นๆ และเน้นอาหารที่มีวิตามินซีสูงเพื่อช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดขณะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและป้องกันไม่ให้อาการลุกลามรุนแรง มีข้อปฏิบัติที่ควรหลีกเลี่ยงดังนี้:
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเอง: เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาโรคนี้แต่อย่างใด และยังอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต
- ห้ามออกกำลังกายหรือทำงานหนัก: การฝืนร่างกายขณะที่มีไข้จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักขึ้น หัวใจต้องทำงานหนัก และอาจทำให้โรคหายช้าลงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจได้
- ห้ามคลุกคลีกับผู้อื่นโดยไม่ป้องกัน: ควรสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และแยกของใช้ส่วนตัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว
การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี (ปีละ 1 ครั้ง) ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยพื้นฐาน ได้แก่ การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาด