ไข้หวัดใหญ่ในเด็กเล็ก เรื่องใหญ่ที่พ่อแม่ต้องรู้ทันและป้องกัน
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดาค่อนข้างมาก ในเด็กเล็กโดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนา 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) หูชั้นกลางอักเสบ สมองอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การฉีดวัคซีน และการดูแลอย่างถูกต้องจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย
สาเหตุและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หลักๆ ที่พบในมนุษย์คือชนิดเอ (Influenza A) และชนิดบี (Influenza B) ซึ่งมักระบาดมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว การติดต่อเกิดขึ้นได้ง่ายมากผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุย รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือเข้าปาก จมูก หรือขยี้ตา เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น ศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล
เด็กเล็กอายุเท่าไหร่ถึงฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้
คำถามที่พ่อแม่กังวลใจมากที่สุดคือ เด็กเล็กอายุเท่าไหร่ถึงฉีดวัคซีนไข้
ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์และองค์การอนามัยโลก เด็กเล็กสามารถเริ่มรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนเป็นต้นไป เนื่องจากเป็นวัยที่ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มตอบสนองต่อวัคซีนได้ดี และเป็นช่วงที่ทารกเริ่มหมดภูมิคุ้มกันที่ได้รับมาจากแม่
อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค
เมื่อเด็กติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อาการมักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมีความรุนแรงกว่าหวัดทั่วไป โดยแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงฉับพลัน (มักสูงเกิน 38.5องศาเซลเซียส) หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
- ระยะเด่นชัด: มีอาการไอแห้งๆ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำใสไหล อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วยในเด็กเล็ก
- ระยะฟื้นตัว: อาการไข้และอาการปวดเมื่อยจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3 ถึง 5 วัน แต่อาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นาน 1 ถึง 2 สัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที
หากเด็กมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน
- ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือซี่โครงยุบขณะหายใจ
- ซึมมากปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชักจากไข้สูง
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ
- ภาวะขาดน้ำ เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกิน 6 ชั่วโมง
วิธีการดูแลรักษาและพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกต้อง
การดูแลเด็กป่วยไข้หวัดใหญ่ที่บ้านเน้นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วที่สุด
การจัดการไข้และการใช้ยาอย่างปลอดภัย
เมื่อลูกมีไข้สูง สามารถเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น (Tepid Sponge) เพื่อช่วยระบายความร้อน โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และเช็ดสวนรูขุมขน สำหรับการให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้
การดูแลโภชนาการและการให้สารน้ำ
เด็กมักจะเบื่ออาหารและไม่อยากดื่มนม ควรให้เด็กจิ้บน้ำอุ่น นม หรือน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ อาหารควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ หากเด็กอาเจียนหรือทานได้น้อย ให้แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ แต่ให้บ่อยครั้งขึ้น
การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในครอบครัว
เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังสมาชิกคนอื่นในบ้าน ควรปฏิบัติดังนี้
- ให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยและแยกของใช้ส่วนตัว เช่น ช้อน แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว
- ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งตัวเด็กและผู้ดูแล
- ทำความสะอาดของเล่น พื้นผิว และสิ่งของที่เด็กสัมผัสบ่อยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล
- พาทารกอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง
- ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวและเช็ดตัวลดไข้เมื่อมีไข้สูง
- ให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้น
- สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและรีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากมีสัญญาณอันตรายเช่นหายใจหอบหรือซึมลง