ไข้หวัดใหญ่อาการหนักแค่ไหน และทำไมถึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งมีความรุนแรงและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) ทั่วไปอย่างมาก ในทางการแพทย์พบว่าเชื้อนี้สามารถทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรง ภาวะแทรกซ้อนทางปอด หรือแม้กระทั่งอันตรายถึงชีวิตได้ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระยะเวลาของโรค ระยะแพร่เชื้อ และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาและป้องกันการแพร่กระจายสู่บุคคลอื่นในครอบครัว
สาเหตุและกลไกการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หลักๆ ที่พบการระบาดในมนุษย์แบ่งออกเป็นชนิดเอ (Influenza A) และชนิดบี (Influenza B) โดยชนิดเอมักจะมีความรุนแรงและก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ได้บ่อยกว่า เชื้อไวรัสนี้ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะประชิด รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีสาร secretions ของผู้ป่วยปนเปื้อนอยู่ แล้วนำมือมาสัมผัสบริเวณตา จมูก หรือปาก กลไกของโรคคือเมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไป จับกับเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ แล้วแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเสมหะจำนวนมาก ส่งผลให้ระบบทางเดินหายใจทำงานผิดปกติและกระตุ้นให้ร่างกายแสดงอาการไข้สูงและปวดเมื่อยตามตัว
เป็นไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย: ระยะเวลาป่วยและการดำเนินของโรค
คำถามที่พบบ่อยที่สุดจากผู้ป่วยและผู้ปกครองคือ เป็นไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงจะมีระยะเวลาแสดงอาการป่วยรวมประมาณ 5 ถึง 7 วัน โดยสามารถแบ่งช่วงเวลาและอาการออกได้เป็นขั้นตอนดังนี้
- ระยะเริ่มต้น (วันที่ 1 ถึง 3): เป็นช่วงที่อาการแสดงออกรุนแรงที่สุด ผู้ป่วยจะมีไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อ่อนเพลียมาก มีอาการไอแห้ง เจ็บคอ และอาจมีน้ำมูกใส
- ระยะโรครุนแรง (วันที่ 3 ถึง 5): ไข้เริ่มลดลงหรือทรงตัว แต่อาการไอและเสมหะอาจเด่นชัดขึ้น อาการปวดเมื่อยเริ่มบรรเทาลง แต่ความอ่อนเพลียยังคงมีอยู่
- ระยะฟื้นตัว (วันที่ 5 ถึง 7 หรือมากกว่า): ไข้หายเป็นปกติ อาการไอและอ่อนเพลียจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม อาการอ่อนเพลีย (Fatigue) และอาการไอแห้งบางส่วนอาจหลงเหลืออยู่ได้นานถึง 1 ถึง 2 สัปดาห์
ระยะแพร่เชื้อ: ช่วงเวลาไหนที่อันตรายที่สุดในการติดต่อคนอื่น
การรู้ระยะแพร่เชื้อช่วยให้เราสามารถกำหนดมาตรการกักตัวได้อย่างแม่นยำ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้ตั้งแต่ ก่อนเริ่มแสดงอาการประมาณ 1 วัน และระยะเวลาที่แพร่เชื้อได้สูงสุดคือช่วง 3 ถึง 4 วันแรกหลังจากเริ่มมีอาการป่วย สำหรับในเด็กเล็กหรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระยะเวลาการแพร่เชื้ออาจยาวนานกว่าปกติคือ 7 ถึง 10 วัน ดังนั้น มาตรการการกักตัวจึงควรทำอย่างเข้มงวดในช่วงที่มีไข้และมีอาการระบบทางเดินหายใจเด่นชัด
อาการและสัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ไข้หวัดใหญ่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการพักผ่อนและการรักษาตามอาการ แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) ภาวะหายใจล้มเหลว หรือติดเชื้อในกระแสเลือด ผู้ดูแลจึงต้องสังเกตอาการเตือนวิกฤตอย่างใกล้ชิด
- ไข้สูงเกิน 39 อาศัยเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันโดยไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบณก หายใจมีเสียงดัง หรือชายโครงบุ๋มขณะหายใจ
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก สับสน หรือในเด็กเล็กมีอาการร้องกวนผิดปกติ ไม่ยอมดูดนมหรือไม่ยอมดื่มน้ำ
- มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือไอมีเสมหะปนเลือด
- มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยนานกว่า 6 ชั่วโมง ปากแห้ง ตาโหล ไม่มีน้ำตาเวลา ร้องไห้
- มีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure)
วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ประกอบด้วยการรักษาหลัก 2 ส่วน ได้แก่ การใช้ยาต้านไวรัสตามคำสั่งแพทย์และการรักษาตามอาการ
- การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs): เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) จะมีประสิทธิภาพสูงสุดหากเริ่มให้ภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีอาการ ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการป่วยลงได้
- การรักษาตามอาการ: ทานยาลดไข้แก้ปวด พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ และใช้น้ำเกลือล้างจมูกเพื่อลดอาการคัดจมูก
ขั้นตอนการกักตัวและป้องกันการติดเชื้อภายในครอบครัว
เพื่อไม่ให้โรคไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายไปสู่สมาชิกคนอื่นในบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กอ่อน ควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้ครับ
- แยกผู้ป่วยให้อยู่ในห้องส่วนตัวที่มีการระบายอากาศที่ดี เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
- ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ
- แยกการใช้สิ่งของส่วนตัว เช่น ชาม ช้อน แก้วน้ำ และผ้าเช็ดทำความสะอาด
- ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสร่วม เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได และรีโมท ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคสม่ำเสมอ
- งดการใกล้ชิดหรือนอนร่วมเตียงกับผู้ป่วยจนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อและไม่มีไข้อย่างน้อย 24 ชั่วโมงโดยไม่ใช้ยาลดไข้
การป้องกันระยะยาวและการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) เป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่เสมอ วัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ควรรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ