เข้าใจความสำคัญของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในเด็กเล็ก
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดาค่อนข้างมาก ในเด็กเล็กโดยเฉพาะกลุ่มทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เมื่อได้รับเชื้อแล้ว มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล
เด็กเล็กอายุเท่าไหร่ถึงเริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้
ตามคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกและราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย เด็กเล็กสามารถเริ่มรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ภูมิคุ้มกันจากแม่เริ่มลดลง และระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเองเริ่มพร้อมที่จะตอบสนองต่อวัคซีน การฉีดในช่วงเวลานี้จะช่วยปกป้องเด็กในช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดจากการระบาดตามฤดูกาล
ตารางการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามช่วงอายุของเด็ก
การสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กเล็กมีความพิเศษแตกต่างจากเด็กโตและผู้ใหญ่ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่พ่อแม่ควรทราบดังนี้
- เด็กอายุ 6 เดือนถึง 8 ปี ที่รับวัคซีนเป็นครั้งแรก: จำเป็นต้องได้รับวัคซีนจำนวน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด
- เด็กอายุ 6 เดือนถึง 8 ปี ที่เคยได้รับวัคซีนมาแล้วในปีทผ่านๆ มา: ให้ฉีดกระตุ้นปีละ 1 เข็มเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์หรือเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่ตลอดเวลาทุกปี
- เด็กที่มีอายุ 9 ปีขึ้นไป: ฉีดเพียง 1 เข็มต่อปีเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
ชนิดของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบัน
ปัจจุบันวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยมีชนิด 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent Influenza Vaccine) ซึ่งครอบคลุมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิดเอ (A) จำนวน 2 สายพันธุ์ และชนิดบี (B) จำนวน 2 สายพันธุ์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคให้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น
อาการและสัญญาณอันตรายของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ต้องพบแพทย์ทันที
หากเด็กติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ อาการมักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรงกว่าหวัดทั่วไป อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ และมีน้ำูก พ่อแม่ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและระวังอาการเตือนอันตรายเหล่านี้
- ไข้สูงมากและไข้ไม่ยอมลดลงเกิน 3 วัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังไข้ลดไปแล้ว
- มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ร่าเริง ปลุกตื่นยากหรือไม่ยอมสบตา
- ปฏิเสธการดื่มนมหรือดื่มน้ำ ภาวะขาดน้ำ ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือมีอาการชายโครงบุ๋มเวลาหายใจ
- มีอาการชักจากไข้สูง หรือมีอาการอาเจียนรุนแรงต่อเนื่อง
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวิธีดูแล
วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูงมาก แต่อาจพบอาการข้างเคียงเฉพาะที่หรืออาการทั่วไปได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการน้อยและหายได้เองภายใน 1 ถึง 2 วัน
- อาการเฉพาะที่: มีอาการปวด บวม แดง หรือร้อนบริเวณตำแหน่งที่ฉีด
- อาการทั่วๆ ไป: มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย
- การดูแลเบื้องต้น: สามารถประคบเย็นบริเวณที่ปวดได้ หากมีไข้ต่ำสามารถให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ และให้เด็กดื่มน้ำพักผ่อนให้เพียงพอ
วิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
นอกจากการฉีดวัคซีนประจำปีแล้ว การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคในชีวิตประจำวันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังสัมผัสสิ่งสกปรก
- สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องพาเด็กไปอยู่ในสถานที่แออัดหรือมีความเสี่ยงสูง
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในที่ชุมชนในช่วงที่มีการระบาดของโรค
- ฝึกสุขอนามัยที่ดีในการไอหรือจาม โดยใช้กระดาษทิชชูหรือข้อศอกปิดปากและจมูก
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ