ไข้หวัดใหญ่โรคใกล้ตัวที่ต้องทำความเข้าใจ
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่างอย่างฉับพลัน ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) หลายเท่า ไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจาม รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ในประเทศไทยโรคไข้หวัดใหญ่สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบการระบาดสูงในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษได้แก่ เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่าห้าปี ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่หกสิบหปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้หากได้รับเชื้ออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
สาเหตุและกลไกการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
เชื้อที่เป็นสาเหตุหลักคือไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) โดยสายพันธุ์เอมักเป็นสาเหตุของการระบาดใหญ่ทั่วโลกและมีความรุนแรงสูง เชื้อไวรัสนี้มีความสามารถในการกลายพันธุ์สูงทำให้ร่างกายมนุษย์สร้างภูมิคุ้มกันได้ยากในแต่ละปี การติดต่อเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยไอหรือจามแล้วปล่อยละอองน้ำมูกหรือน้ำลายที่มีเชื้อไวรัสออกมาสู่อากาศ หากผู้อื่นสูดดมเข้าไปหรือใช้มือสัมผัสโดนสิ่งของที่มีเชื้อโรคแล้วนำมาสัมผัสบริเวณจมูก ตา หรือปาก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายและเริ่มกระบวนการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วภายในเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจ
อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรคไข้หวัดใหญ่
อาการของไข้หวัดใหญ่มักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมีความรุนแรงแตกต่างจากหวัดทั่วไป โดยแบ่งระยะของอาการได้ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงฉับพลัน มักมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าสามสิบแปดองศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างมาก อ่อนเพลีย ไม่มีแรง และหนูสั่น
- ระยะอาการเด่นชัด: เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น เจ็บคอ ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ คัดจมูก น้ำมูกไหล บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
- ระยะฟื้นตัว: อาการไข้และปวดเมื่อยจะเริ่มลดลงภายในสามถึงห้าวัน แต่ออาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นานถึงหนึ่งถึงสองสัปดาห์
เป็นไข้หวัดใหญ่กินยาอะไรให้หายไวและปลอดภัย
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในเบื้องต้นเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เร็วที่สุด โดยมีแนวทางการใช้ยาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ดังนี้
- ยาลดไข้และบรรเทาปวด: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาหลักที่ปลอดภัยสำหรับการลดไข้และบรรเทาอาการปวดศีรษะหรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัว (สำหรับเด็กคือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีอาการ) ห้ามรับประทานเกินขนาดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับ
- ยาบรรเทาอาการคัดจมูกและน้ำมูก: สามารถใช้ยาแก้แพ้ (Antihistamines) เพื่อลดน้ำมูก หรือยาพ่นจมูกลดบวมเพื่อช่วยให้หายใจโล่งขึ้น แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
- ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs): เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) เป็นยาเฉพาะที่ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเจ็บป่วย หากได้รับภายในสี่สิบแปดชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยให้หายไวขึ้นและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่ยานี้ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อรับประทานเอง
วิธีดูแลรักษาและพยาบาลตนเองที่บ้านอย่างถูกวิธี
นอกจากการใช้ยาแล้ว การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมที่บ้านจะช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวของร่างกายให้เร็วขึ้น
- การพักผ่อนอย่างเต็มที่: ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยแปดถึงสิบชั่วโมง เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส
- การดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ: การดื่มน้ำเปล่าสะอาด น้ำอุ่น หรือน้ำเกลือแร่ (ORS) จะช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ ละลายเสมหะในลำคอ และช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย
- การรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย: เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปไก่ร้อนๆ รวมถึงผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น (ไม่ใช่ น้ำเย็นจัด) บิดหมาด เช็ดบริเวณหน้า ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
ผู้ป่วยควรได้รับการนำส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบอาการเหล่านี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าโรคอาจกำลังลุกลามรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนทางปอด
- มีไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงใหม่อย่างรุนแรง
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังหวีด หรือซี่โครงบุ๋มเวลาหายใจ
- เจ็บแน่นหน้าอก หรือไอมีเสมหะปนเลือด
- มีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก สับสน มึนงง หรือมีอาการชัก
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานหลายชั่วโมง ไม่มีน้ำตาเวลา ร้องไห้ในเด็กเล็ก
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี (แนะนำให้ฉีดปีละหนึ่งครั้งก่อนช่วงฤดูระบาด) ร่วมกับการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในที่ชุมชนแออัด หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น และการรักษาระยะห่างจากผู้ที่มีอาการป่วย เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อและแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น